ตะลุยมาเลเซียด้วย Grab Taxi ปี 2018

เย่ๆๆ..ได้เกาะปีกพี่หางแดงเที่ยวอีกแล้ว ด้วยโปรฯจองปีนี้บินปีหน้า อิอิ

ด้วยความที่คิดไม่ออกว่าจะไปประเทศใหนดี เลยเลือกแบบใกล้ๆไว้ก่อน (เผื่อวันจริงไม่ได้ไปจะได้ไม่เสียดายเงินค่าตั๋วฯ)
เลยได้ตั๋วบินไป-กลับ มาเลเซีย 2 ที่นั่ง ในราคา 1,9xx บาท / คน ช่วงวันที่ 1 – 5 มีนาคม 2561

มาเลเซียเป็นประเทศที่สะดวกต่อการเดินทางเที่ยวอีกประเทศนึงเลยก็ว่าได้ด้วยความที่ประเทศเขามีทั้งรถไฟธรรมดา รถไฟใต้ดิน และรถไฟฟ้าที่ครอบคลุมเกือบจะทุกพื้นที่ ที่เป็นจุดแลนด์มาร์ก แต่ทริปนี้เราใช้วิธีเดินทางโดย Grab Taxi ประมาณ 80 % ได้ค่ะ อีก 15 % คือเดิน และที่เหลือ 5 % คือรถไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของหัวข้อกระทู้นั่นเอง 😊

ทุกคนคงอยากรู้เหตุผลว่าทำไมต้อง Grab ทำไมไม่ใช้บริการรถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ธรรมดา จะบอกว่าแท็กซี่ที่นี่เป็นนักเก็งกำไรชั้นดีเลยค่ะ (ดีกว่าไทยเราหลายขั้นเลย) ส่วนรถไฟฟ้าที่ไม่ค่อยใช้บริการเพราะมันไม่ได้ไปถึงสถานที่ที่เราอยากไป ยังไงก็ต้องเสียค่าแท็กซี่อยู่ดี คำนวนแล้วนั่ง Grab สบายใจกว่าแถมราคาก็ตามระยะทางที่ระบบเขาคิดออกมา และที่สำคัญประเทศนี้เขาคือเจ้าของธุรกิจ Start Up นี้เราก็เลยอยากรู้อยากลองเผื่อจะมีอะไรดีๆเหนือกว่าประเทศอื่น

Take off..Let’s go >>

จากดอนเมือง-กัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาแค่ 2 ชม.กว่าเองๆ พอมาถึงก็รีบไปรับสัมภาระและใช้บริการ Grab taxi ไปที่พัก คืนแรกใน KL เราพักที่ http://www.qlassichotel.com ด้วยเหตุผลที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องนั่งเครื่องไปปีนัง

ด้วยความหิวเริ่มแสดงอาการ พอเก็บของเข้าที่พักเสร็จ เราก็รีบออกล่าตระเวนโดยการนั่ง Grab taxi ไป Bird Land และกินข้าวร้าน Hornbill Restaurant & Cafe @ Bird Parkหน้าตาอาหารก็ตามภาพเลยค่ะ รวมๆแล้วก็โอเค แต่อย่าเผลอสั่งเยอะนะคะเพราะเขามาชามใหญ่มาก

ที่นี่…จะมีนก และมีสวนกล้วยไม้ให้เข้าชมฟรีค่ะ

พอเสร็จจาก Bird Land เราก็มาต่อกันที่วัด Sri Maha Mariamman โชคไม่เข้าข้างฝนเทหนักมาก ยืนหลบฝนอยู่หน้าวัดเกือบ 20 นาที เลยตัดสินใจไปต่อที่ Central Market

มอเตอร์ไซด์ของที่นี่ติดป้ายทะเบียนรถแบบนี้ แปลกตาดีเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน

ส่วนตะกร้าก็อยู่ข้างหน้าแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากไทยเรา

มาถึงแล้ว..Central Market นี่แหละจุดที่เราจะมาซื้อขนมและของฝาก อิอิ

มาที่นี่สิ่งที่ต้องห้ามพลาดเลยคือ มาชิมกาแฟ Old Town นะคะ (เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึง) เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลยทีเดียว

ส่วนเราผู้ไม่กินกาแฟก็ลองชิมน้ำผึ้งมะนาวไป..เลยไม่ได้รับถึงรู้รสชาติกาแฟกับชาวบ้านเขาเลย555

หมดเวลาไปสำหรับครึ่งบ่ายของวันแรก กลับไปพักผ่อนพร้อมเตรียมตัวบินไปปีนังในเช้าวันถัดไป

บินมาถึงปีนัง เราจองที่พักผ่าน hotel.com โรงแรม Vouk Hotel Suites ด้วยเวลาที่มีจำกัด พอจะเช็คอินก็ยังไม่ถึงเวลา ห้องยังไม่เรียบร้อย เราเลยฝากกระเป๋าไว้ที่เคาเตอร์แล้วออกไปเที่ยว

จุดแรกของปีนังที่เราได้ไปเยือน ที่นี่เลย ปีนังฮิลล์ สถานที่ต้องห้ามพลาดถ้าได้มาเที่ยวปีนัง

ทางเข้าและช่องจำหน่ายตั๋ว ดีหน่อยที่วันนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

ก่อนถึงจุดจำหน่ายตั๋วก็จะมีร้านอาหารตามสั่งอยู่ข้างๆทางด้านซ้ายมือนะคะ เผื่อใครอยากจะรองท้องก่อนขึ้นเขา ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ พอรับได้

นี่คือเมนูที่สั่ง หน้าตาดูดีเชียว ส่วนรสชาติถือว่าโอเคค่ะ ให้ผ่าน

เข้าคิวซื้อตั๋วกัน สำหรับที่นี่เราคือชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นราคาก็จะแพงกว่าคนในประเทศเป็นเรื่องธรรมดา 🙂

อันนี้คือรถรางที่จะพาเราไต่ขึ้นเขาค่ะ คันนึงก็สามารถจุคนได้เยอะเหมือนกันนะคะ

บางจุดของรถรางก็จะมีการลอดอุโมงค์ แต่ไม่ยาวเท่าไหร่ พอหอมปากหอมคอ ได้สัมผัสความมืดนิดหน่อยแล้วก็ออกมา

ส่วนด้านล่างนี้คือภาพบรรยากาศด้านบนนี้ค่ะ มีจุดสวยๆให้ถ่ายรูปกันเยอะเลย

คนต่อคิวเข้ารถราง ขาลงจากเขา

เดินเที่ยวบนเขาหนำใจแล้วเราก็ลงมาด้วยรถรางเช่นเดิม และรีบเดินทางยังสถานีต่อไปเพื่อทำเวลา นั่นคือ วัดเจ้าแม่กวนอิม ลุยยย…

คนที่นี่ส่วนใหญ่จะขับรถขึ้นมาจนถึงศาลาเจ้าแม่กวนอิมเลย แต่เราเลือกที่จะเดินและก็เดินๆๆ หลงทางไปมา ถามคนโน้นที คนนี้ที เพราะวัดค่อนข้างกว้างและซับซ้อน บวกกับมีการก่อสร้างเพิ่มเติม กว่าจะไปถึงก็เหงื่อตกกันเลยทีเดียว

วัดที่นี่สวยมาก และวิวก็สวยด้วยเพราะอยู่บนยอดเขา เดินชมเพลินแบบไม่เบื่อเลยจ้างานนี้

เย่ๆ มาถึงแล้วเจ้าแม่กวนอิม กว่าเราจะหาท่านเจอ อิอิ ว่าแล้วก็ไปยืนกราบไหว้เจ้าแม่เพื่อเป็นศิริมงคลกันดีกว่า

เสร็จสิ้นภารกิจรอบเช้า กลับมาถึงโรงแรมรีบรับกุญแจขึ้นห้องด้วยความเพลีย (ใช่ซี๊..ก็ไปขึ้นเขากันมาตั้ง2ลูกแนะ 555 )

นี่คือที่พักสำหรับคืนนี้ สวยงามมากค่ะ Vouk Hotel

มีเบาะนวดไฟฟ้าอยู่ในห้องด้วย เหมือนรู้เลยว่าเราเดินมาเมื่อย แฮะๆ..ลองซักหน่อย

ตกเย็นมาเดินชิวล์ๆ หาของกินแบบง่ายๆ คล้ายๆกับตลาดบ้านเรา นักท่องเที่ยวค่อนข้างมาเดินกันเยอะค่ะที่นี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อตลาดอะไรพอดีให้ Grab Taxi พามา ใช้เวลาในการกินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ แล้วก็กลับไปนอนเก็บแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

หลังจากทานมื้อเช้าที่โรงแรมเสร็จก็รีบเก็บสัมภาระ แล้วลงมาเช็คเอ้าท์ แต่เรายังไปเที่ยวต่อนะคะ ด้วยความที่กลัวว่าจะกลับมาไม่ทันเลยเช็คเอาท์ก่อนแล้วฝากกระเป๋า จะได้เที่ยวอย่างสบายใจ

จุดนี้เลย กางแผนที่ใบใหญ่ๆและเดินตามไปเพื่อถ่ายรูป พิกัด จอร์จทาวน์ (George Town) ที่มีบ้านเรือนเก่าแก่สวยงามมากมาย โดยมีสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมยุโรป มีมุมภาพวาดสวยๆเก๋ๆให้เราได้ถ่ายรูปกันมันส์

มี 3 ล้อบริการด้วยสำหรับคนที่ขี้เกียจเดินหา เพราะเขาจะพาไปถ่ายรูปแต่ละจุด

ภาพสุดฮิตใครมาก็ต้องถ่าย

จบจากปีนัง เราก็นั่งเครื่องกลับมากัวลาลัมเปอร์อีกครั้ง และพักที่ Seri Pacific Hotel เป็นโรงแรมที่สวยดีค่ะ การบริการดี ห้องที่เราพักเห็นวิวตึกแฝดด้วยไกลๆ

 

กว่าจะมาถึงโรงแรมก็มืดค่ำ พักผ่อนเก็บแรงอย่างเดียวเลยค่ะ เพราะพรุ่งนี้ยังมีแพลนเที่ยวต่อ…

สถานีต่อไป Batu Caves (ถ้ำบาตู) “ถ้าไม่ได้มาเยือนก็เหมือนมาไม่ถึงกัวลาลัมเปอร์” อ้าวลุยยย…

บันไดยาวและชัน แต่สำหรับเราแล้วไม่ใช่อุปสรรคเพราะก่อนมาเที่ยวเราได้วอร์มร่างกายไว้แล้ว อิอิ

ผู้คนก็ทยอยมาเที่ยวกันอย่างไม่ขาดสาย

ด้านในถ้ำมีการปรับปรุงเพิ่มเติม ชอบการออกแบบและศิลปะของเขา ดูมีความปราณีตและสวยงาม

ด้านซ้ายมือ (ถ้าหันหน้าเข้าถ้ำ) จะมีทางเดินไป Dark Cave ถ้าใครสนใจก็ลองไปเดินได้ แต่เราขอแค่มาดูถึงทางเข้าก็พอ เพราะราคาค่าเข้าเอาเรื่องเหมือนกัน ส่วนมากชาวต่างชาติ(ชาติอื่นๆ) นิยมกัน แต่ไม่ใช่สำหรับเรา 555

ตู้สำหรับซื้อตั๋วรถไฟค่ะ คล้ายๆกับตู้บ้านเรา แต่ค่อนข้างจะงงหน่อยเพราะเขามีหลายเส้นทางเหลือเกิน

จบจากถ้ำเราก็มาต่อกันที่ตึกแฝด หนึ่งในสถานที่ ที่ต้องมา ถ้าไม่มาแสดงว่ายังมาไม่ถึง KL นะคะ จัดไป..ไปนั่งรอแสงสีเสียงตั้งแต่หัวค่ำกันเลยทีเดียว

บรรยากาศตอนกลางคืน บางทีก็ดูสวย บางทีก็แอบน่ากลัว(เพราะฟ้ามืด ฝนกำลังจะตก)

ไฟมาล๊าววว…แสงนี้ที่รอคอย ตกกลางคืนมาผู้คนเต็ม ล้อมรอบสระ ส่วนคนที่นี่ก็คงจะเบื่อกันแล้ว..เห็นทุกวัน

มีทั้งแสงสีและดนตรีประกอบ เพลินกันไป

ใกล้จะถึงวันบินกลับแล้ว มาพูดถึงเรื่องของฝากกันหน่อย

ที่เราไปก็จะมี ไชน่า ทาวน์ กับ เซนทรัล มาร์เก็ต ของฝากที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คงจะหนีไม่พ้นขนม นม เนย ไม่ต่างจากตลาดกิมหยง ที่สงขลา บ้านเรา หาซื้อกันได้ราคาแต่ละร้านก็ไม่ต่างกันมาก อยู่ที่ดวง อิอิ

ร้านนี้คนเยอะมากเลยถ่ายรูปมาและลองชิม เรียกง่ายๆว่าน้ำเต้าหู้บ้านเรา (คนขายสวย)

ค่าใช้จ่าย

ตลอดทริปเราจะหนักเรื่องค่า Grab Taxi (รักสบาย อิอิ)
ส่วนเรื่องอาหารก็ถือว่าไม่แพง
โรงแรมที่พัก จองล่วงหน้ากับ hotel.com ก็ถือว่าราคาโอเค
สินค้าลดราคาตามห้างราคาก็ถือว่าล่อใจได้ดีเลยแหละ

ที่อยากจะแนะนำ

1.ที่ฉีดก้นของแระเทศนี้ถ้าใครได้มาแล้วอย่าตกใจเพราะมันจะไม่มีหัวฉีดเหมือนของไทย โปรดใช้อย่างระมัดมะวัง อิอิ
2.คนที่นี่จะไม่ค่อยยิ้ม พ่อค้าแม่ขาย ยิ่งในห้างนี่ยื่งหนักไปใหญ่ ต้องทำใจเพราะวัฒนธรรมเขาเป็นแบบนั้น
3.เรื่องอาหารการกิน ถ้าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนกินยาก พกติดตัวมาบ้างก็ดี (นี่ขนาดเราเป็นคนกินง่ายยังยอม…)
4.เรื่องกลิ่นเต่าพบเจอได้ทุกที่ ปลงๆและทนดมไป คิดซะว่ามันเป็นน้ำหอมชนิดหนึ่ง 555

ปล.ชอบถนนและความเขียวขจีริมทาง สวยมากค่ะ ยิ่งหน้าฝนนี่ไม่ต้องพูดถึง เขียวสุดลูกหูลูกตาเชียว

 

ขอให้ทุกคนที่กำลังจะไปเที่ยวมาเลเซียโชคดี สนุกสนาน และได้ความประทับใจกลับมาไทยนะคะ 🙂

Leave a Reply