[ Review ] ทริปม่อนจอง ต้องจองนะ (ถึงจะได้ไป)

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวเลยว่าทริปนี้เป็นทริปที่เที่ยวแบบ 2 สเต็ป ในแบบที่เราเองก็ยังไม่เคยเที่ยวแบบนี้มาก่อน คือเริ่มจากการเข้าป่า แล้วกลับมาเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ ดังนั้นเพื่อความง่ายและสะดวกแก่ทุกท่านที่ต้องการหาข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่ายและการเดินทาง เดี๋ยวเราจะอธิบายโปรแกรมและค่าใช้จ่ายแยกเลยแล้วกันนะคะ รับรองว่าไม่งงแน่นอนค่ะ

ปกติจะเก็บเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ตอนท้ายของโปรแกรม แต่รอบนี้ขอเปลี่ยนแนวมาไว้ด้านบนบ้างเนาะ เพราะเชื่อว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยหลักสำหรับหลายๆท่าน (จริงมั๊ย) ในการที่จะตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปดี 🙂

เริ่มกันเลยนะคะ เรื่องเงินๆทองๆ (ทริประหว่างวันที่ 8.12.61 – 11.12.61) จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ >>>

1.) ค่าตั๋วเครื่องบิน (Low Cost) ไป – กลับ​  2,958 บาท/คน
2.)​ ค่าที่พัก(คืนแรกที่ไปถึง) Sunny Hostel  200 บาท/คน
3.) ค่ารถสองแถวจากสนามบินไปที่พัก(คืนแรก)​ 40 บาท/คน
4.) ค่ารถสองแถว(ตอนตีสี่ครึ่ง)ไปท่ารถเพื่อนั่งรถตู้ไปอมก๋อย​ 40  บาท/คน
ส่วนนี้ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ที่ 3,238 บาท
———————————————-
ต่อไปเราก็จะมาดูค่าใช้จ่ายในส่วนของการเดินทางไปอมก๋อยกับดอยม่อนจองกันนะคะ (วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า)
1.) ค่ารถตู้ไป-กลับอมก๋อย​ 460 บาท/คน (250+210 บาท อธิบายเพิ่มด้านล่างนะคะ)
2.) ค่ารถโฟร์วิน  600  บาท/คน
3.) ค่าลูกหาบ​ 100 บาท/คน (สมาชิก 6 คน ลูกหาบ 2 คน รวม 600 บาท)
4.) ค่าเช่าเต็นท์ 3​ หลัง​ /ถุงนอน​ 1​ /ผ้าห่ม​ 3​ /ผ้า​ใบ 1​ / กานำ้​ 1​ รวม​ 900​ บาท เฉลี่ยคนละ​ 150​ บาท
5.) ค่ากับข้าวมื้อเที่ยงของลูกหาบ​ 2​ กล่อง 80 บาท​ เฉลี่ยคนละ​ 13​ บาท (มีงี้ด้วย 555)
6.ค่าเสบียง(ซื้อก่อนเข้าป่า)​ ยอด 1,072 เฉลี่ยคนละ​ 178  บาท
ส่วนนี้ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ที่ 1,501 บาท
———————————————-
ตอนสุดท้าย..เมื่อพวกเราเดินออกจากป่าเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่
1.ค่าที่พัก​ Shane Hotel คนละ​ 584 บาท (มีอาหารเช้า)
2.ค่าชาบู​ร้านยิ่งคุณคนละ 189 บาท (ไม่จำกัดเวลา)
3.ค่าเหมารถสองแถวเที่ยวในเมือง​ 1 วัน  1,800 บาท เฉลี่ยคนละ​ 300  บาท
4.ค่าอาหารมื้อเที่ยงร้านเพ็ญ คนละ 175 บาท (อาหารท้องถิ่นแบบเหนือๆ)
ส่วนนี้ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ที่ 1,248 บาท
———————————————-

รวมค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้ คนละ​ 5,987 บาท ( 3 วัน 3 คืน เต็มๆ)

***  ไม่รวมค่าของฝากและค่าล๊อตเตอรี่ที่ซื้อไป..555  และถ้าไม่เที่ยวหลายตอนเหมือนเราก็จะประหยัดงบได้อีกค่ะ  ***

8.12.61 จำได้ว่าบินจากดอนเมือง-เชียงใหม่ เป็นไฟล์สุดท้ายของวันนั้นประมาณ 21.30 น.กว่าเครื่องจะออกก็เกือบสี่ทุ่มได้ พอมาถึงสนามบินเชียงใหม่ แล้วเดินออกมาหารถสองแถวและกว่าจะมาถึงที่พักก็เกือบเที่ยงคืนพอดีที่ Sunny Hostel ห้องที่เรานอนลักษณะตามภาพเลยค่ะ ห้องนึงนอนได้ 8 คน(รวมชายหญิง) มีห้องน้ำรวมในแต่ละชั้น(แยกชายหญิง)

เนื่องจากเมื่อคืนได้มีการคุยและนัดหมายกับรถสองแถวไว้แล้วว่าจะเหมารถอีกรอบให้เขามารับจากที่พักไปที่หน้าศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ (จุดขึ้นรถตู้) ตอนตีสี่ครึ่ง พวกเราก็ตื่นกันตอนตีสาม อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมาเจอรถจอดรออยู่แล้ว รถตู้ที่พวกเราจะไปขึ้นเป็นคันที่เราจองล่วงหน้าไว้นะคะ คือเหมาไว้และ 1 คัน 5,000 บาท (ไป-กลับ) คือตอนแรกจะได้จ่ายแพงหน่อยเพราะไปกัน 6 คน แต่โชคดีคือมีอีกกลุ่มนึงมาขอจอยไปด้วยอีก 4 คน รวมทั้งหมด 10 คน

9.12.61 รถตู้ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณตีห้านิดๆ ระหว่างทางก็จอดแวะให้เราซื้อเสบียงในตัวเมืองอมก๋อย แถวตลาดสด มีเซเว่นด้วย แล้วก็มาถึงศูนย์บริการฯ ดอยม่อนจอง ประมาณ 9 โมงกว่า ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงกว่าจากเชียงใหม่มาถึงที่นี่

พวกเรามาถึงเป็นคณะแรกของวันนี้ แต่ด้วยความที่ไม่ลงตัวเรื่องจำนวนคนกับรถจนทำให้คณะที่มาทีหลังได้ออกเดินทางด้วยรถ 4WD ไปก่อนเรา และภาพด้านบนนี้คือมีการชั่งน้ำหนักกระเป๋าเพื่อให้ลูกหาบแบกไปนะคะ

เนื่องจากว่าเราต้องดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับลูกหาบของเราด้วย ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนเพราะที่อื่นทุกที่ ที่ไปมาไม่เคยได้รับผิดชอบในส่วนนี้ ชาวบ้านเขาก็เลยแนะนำให้ไปซื้ออาหารตามสั่งตรงข้ามศูนย์บริการ เราก็สั่งเมนูง่ายๆคือข้าวหมูกระเทียม ลูกหาบสองคนก็สั่งไปสองชุด แล้วก็เอาไปให้เขา

อัตราค่าบริการต่างๆก็ตามภาพด้านบนนี้เลยนะคะ ส่วนภาพด้านล่างคือรถ 4WD ที่เราต้องนั่งไปค่ะ ซึ่งระยะทางค่อนข้างลำบาก รถธรรมดาไปไม่ได้นะคะ ระยะทางที่ต้องนั่งรถไปก็ 16 กิโลเมตรได้ ตอนแรกๆจะเป็นถนนคอนกรีต สักพักก็จะเป็นถนนลูกรัง มีทั้งแบบสูงชัน ลาดเอียง ถ้าโชคร้ายเจอฝนตกนะ คงเสียวสุดๆอ่ะ แต่เราโชคดีฟ้าเปิด แดดแรง

หลังจากนั่งรถ 4WD มา 16 กม.ก็ถึงจุดที่เราต้องเดินเป็นระยะทางอีกประมาณ 5.7 กม. ซึ่งถือว่าไม่ไกลมากถ้าเทียบกับเขาอื่นๆที่เคยไปมาแล้ว เราเริ่มเดินกันเวลา 11.00 น. โดยประมาณ

จุดแรก : เนินป่าสน เดินขึ้นเขามาแป๊บเดียวก็เจอแล้วค่ะเนินนี้ ซึ่งชื่อเนินก็เรียกตามป่าบริเวณนี้เลยคือมีต้นสนรายล้อม อากาศดีมาก ชุ่มชื้น ไม่ร้อน เดินสนุก

เส้นทางเดินก็จะมีทางราบบ้าง เนินบ้าง สลับกันไปแต่ไม่ชัน ทั้งลูกหาบและนักท่องเที่ยวก็เดินปะปนกันไป แต่ส่วนมากเราก็จะหลบให้พี่เขาเดินก่อนเพราะเขาแบกของหนัก

จุดที่สอง : จุดชมวิวฮ้อยจั่น เริ่มจะไม่รู้ที่มาและที่ไปแล้วค่ะว่าฮ้อยจั่นยังไง ยิ่งจุดต่อๆไปนี่ยิ่งงงกับชื่อ แต่ก็สวยทุกจุดค่ะ

ธรรมชาติสองข้างทางก็ช่างสวยงามเหลือเกิน อดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูป


จุดที่สาม : จุดวิวเหมือดคนคู่ พวกเรากำลังสงสัยกันว่าเขาลืมใส่คำว่า “ชม” ไปรึเปล่า จะได้เป็น “จุดชมวิวเหมือดคนคู่” หรือไม้กระดานเขียนไม่พอ…555

จุดที่สี่ : ภูหินช่อ พอมาถึงตรงนี้ทะเลหมอกหนามาก หนาแบบว่ายืนอยู่เฉยๆสายหมอกก็มากระทบใบหน้าจนรู้สึกได้อะค่ะ สดชื่นมาก เวลาก็เที่ยงกว่าๆ เราก็เลยแวะพักและทานขนม รองท้องกันไปก่อนพลางๆ เพราะทุกคนจะมีแบกเสบียง(ขนม) ติดตัวกันมาด้วย

กินอิ่มแล้วก็ไปต่อ ไม่รอละนะ…(ป้าลูกหาบ)

จุดที่ห้า : ลานสองขุนน้ำ อันนี้พอจะเดาออกบ้างว่าอาจจะเป็นจุดที่มีแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน แต่เราก็ไม่เห็นขุนน้ำอยู่ดี (งานมโนทั้งนั้น อิอิ)

จุดที่หก : เนินฮิบหอบ (อยากจะเห็นหน้าคนตั้งชื่อเนิน) ภาษาอังกฤษคือฮิบฮอบเลยนะ ดีว่ามีภาษาไทยว่าหอบ เนินนี้ถือเป็นเนินที่มองขึ้นไปแล้วเห็นถึงความชันและเป็นเนินก่อนสุดท้ายแล้วค่ะที่เราจะต้องเดินขึ้นไป

จุดที่เจ็ด : ดอยหมาหอบ ความหมายก็ตามชื่อเลยค่ะ เป็นเนินสุดท้ายที่ป้ายไม่มีเสา ป้ายถูกวางอยู่กับพื้นเลยหอบหนัก พอพ้นจากเนินนี้ไปก็กลายเป็นจุดทุ่งหญ้าสีทอง สนามกอล์ฟช้าง แล้วก็จะไปเจอจุดกางเต็นท์แล้วค่ะ

ลุงกำลังหันหลังมองดูเส้นทางที่ตัวเองเดินมา…หุหุ

เมื่อรู้ว่าเรามาใกล้จะถึงที่พักแล้วก็เลยไม่รีบ ถ่ายรูปชิวล์ๆกันไป อากาศก็ช่างเป็นใจไม่หนาว ไม่ร้อน จนเกินไป

เช็คภาพแป๊บบบ…

เย่ๆๆ..มาถึงจุดกางเต็นท์แล้ววว ทำเลก็จะประมาณนี้นะคะ มีน้ำใช้ไหลผ่าน มีห้องน้ำซึมให้ใช้ คืนนี้ประชากรไม่ค่อยหนาแน่นเท่าไหร่ สบายๆ

จากบริเวณจุดกางเต็นท์ไปยังผาหัวสิงห์ไม่ค่อยไกลเท่าไหร่แต่ก็ใช้เวลาเดินพอสมควร ยิ่งถ้าเราจะเดินไปชมวิว ถ่ายรูป ดูพระอาทิตย์ตกดิน ก็ควรที่จะแพลนเพื่อกะเวลาขาเดินกลับมาว่าไม่ควรค่ำเกินไปเพราะจะมองไม่ค่อยเห็นทางเนื่องจากหมอกเยอะ เส้นทางก็เป็นหน้าผา ค่อนข้างอันตราย

มาถึงแล้ววว..จุดสูงสุดดอยม่อนจอง : ผาหัวสิงห์ ตอนแรกกะว่าจะถอดใจและเพราะดูแล้วเหมือนจะไกล แต่ก็คิดในใจว่าเอาน่าไหนๆก็มาแล้ว ไปให้ถึง ถ้าเย็นนี้ไปถึงพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ต้องมาซ้ำอีกก็ได้

ยืนชมพระอาทิตย์ตกดินแบบสวยๆ..(เพราะไม่เห็นหน้า หุหุ)

ภาพด้านล่างนี้คือหมอกตอนเย็นนะคะ ถ้ากลับช้าเลยหกโมงเย็นก็จะเจอบรรยากาศแบบนี้ ควรจะมีไฟฉายติดตัวไปนะคะเพื่อความปลอดภัย

อาหารมื้อเย็นของพวกเรา ง่ายมากค่ะ มาม่าคัพคนละ 1 ถ้วยเอาอยู่ บรรยากาศตอนกลางคืนถือว่าไม่หนาวมาก กำลังดี เพราะจุดกางเต็นท์มันจะเป็นเหมือนแอ่งกะทะ ลมก็เลยไม่แรงเท่าไหร่

10.12.61 กลางคืนดาวสวยมาก เต็มท้องฟ้า (เต็นท์ข้างๆบอกมา555) ตื่นเช้ามาเจอโจ๊กกับขนมปังเข้าไป อิ่มเลย เนื่องจากเราเดินไม่เยอะก็เลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เสบียงแบบเบาๆก็เลยเอาอยู่

อิ่มท้อง พร้อมกับเก็บสัมภาระ เคลียร์สถานที่แล้ว ก็ถึงเวลาเดินกลับค่ะ เราเริ่มเดินทางกันประมาณ 09.10 น. เดินแบบเรื่อยๆไม่รีบ อากาศก็ดี๊ดีเพลินกันเลยทีเดียว..

และแล้วเราก็ได้เดินทางกลับมาถึงจุดจอดรถ เวลา 11.00 น. โดยประมาณ ขาไปกับขากลับใช้เวลาไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไหร่ ซึ่งขากลับจะเร็วกว่านิดนึง ก่อนกลับพวกเราก็ได้ถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมทางทีมอื่นๆ ถามว่ารู้จักกันมั๊ย ไม่เลย แต่เราบรรลุเป้าหมายเดียวกันมาแล้วถือว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกันค่ะ

อันนี้คือกลุ่มเพื่อนๆที่จอยรถตู้มากับพวกเราค่ะ รวมกลุ่มเราด้วยก็ 10 ชีวิตพอดี

พอกลับมาถึงศูนย์ก็ได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะค่ารถ 4WD ลูกหาบ อุปกรณ์ที่เช่า เสร็จเรียบร้อยทุกอย่างก็ถึงเวลาขึ้นรถตู้กลับเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากว่าขากลับมีอีก 2 คน(เขาไม่มีรถกลับ) ที่ขอติดรถกลับกับพวกเราด้วย เลยทำให้ขากลับเรามีสมาชิกบนรถตู้ 12 คน(มีคนหารเพิ่ม ค่ารถถูกลง) จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนของรถตู้ถูกลงตอนขากลับค่ะ

ระหว่างทางกลับเจอสวนสนสวยงามมากอยู่ข้างทาง เลยขอให้คนขับรถตู้จอดแวะถ่ายรูป ซึ่งพี่เขาก็ใจดีจอดให้ ชื่อว่าสวนสนบ่อแก้ว อยู่เขตอำเภอฮอด แขกไปใครมาก็แวะถ่ายรูปกันเพราะสวยดีค่ะ

เข้าสู่โหมดในเมืองกันบ้าง มาถึงที่พัก Shane Hotel ก็ปาไปเกือบหกโมงเย็น เนื่องจากขากลับรถค่อนข้างติด เลยกินเวลาเดินทางไปหลายชั่วโมง ซึ่งนานกว่าขาไป…

สำหรับที่พักที่นี่ดูรวมๆแล้วพื้นที่ก็ไม่กว้างนะคะ อยู่ในซอย แต่จะอยู่ใกล้กับประตูรั้วซึ่งเป็นทางเข้าของ มช.จำไม่ได้ว่าประตูไหน แต่สิ่งที่ชอบคือเขาจะมีตู้สำหรับใส่น้ำดื่มใหญ่ๆเลยด้านล่างคือไม่อั้น จะหยิบขึ้นห้องกี่ขวดก็ได้เหมาะมากสำหรับคนที่ดื่มน้ำเก่งอย่างเรา อิอิ แต่แนะนำว่าให้หยิบเท่าที่ดื่มจริงจะดีกว่านะคะ

มื้อเย็นฝากท้องที่นี่ค่ะ ยิ่งคุณชาบู&ปิ้งย่าง หัวละ 189 บาท อิ่มไมอั้น ถึงไหนถึงกัน เจ้าของร้านใจดี เป็นกันเอง ถ้าเรายังไม่เคยมาทานเขาก็จะอธิบายว่าควรทำยังไงบ้าง พอเจอถาดนี้มาถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว ส่วนน้ำซุปก็มีให้เลือกหลายแบบ ให้ 5 ดาวเลยค่ะ ถ้าอยากลองต้องมาที่เชียงใหม่ที่เดียวเท่านั้นนะคะ !!

ไม่ค่อยจะมีผักเพราะเราเน้นแต่เนื้อ..โดยเฉพาะหมูสามชั้นนี่หมดไปหลายกิโลฯ อิอิ

11.12.61 จบจากอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว ก็เช็คเอาท์และนั่งสองแถว(คันเดิมตลอดงาน) เที่ยว ไหว้พระตามวัดต่างๆ ทั้งหมด 5 วัดค่ะ เริ่มจากวัดแรก วัดพระธาตุดอยสุเทพ กินอิ่มแล้วนั่งรถขึ้นเขาคดเคี้ยวเล่นเอาแทบอ้วกกันเลยทีเดียว 555

วัดที่สอง วัดอุโมงค์ วัดนี้สวยงามและเงียบสงบดี คนไม่เยอะ

วัดที่สาม วัดดอยคำ(เทพทันใจ) เนื่องจากเป็นช่วงที่ไกลจากวันหวยออกและเป็นวันธรรมดา ผู้คนก็เลยค่อนข้างบางตา พอจบจากวัดนี้เราก็ไปทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านเฮือนเพ็ญ อาหารสไตล์เหนือๆ อร่อยดีและที่สำคัญราคาไม่แพงด้วยค่ะ (ไม่มีภาพประกอบ คือหิวจนลืมถ่ายรูป)

วัดที่สี่ วัดพระสิงห์ ส่วนใหญ่ที่เจอคือนักท่องเที่ยวต่างชาติกับคนไทยบ้างประปราย

วัดที่ห้า วัดโลกโมฬี ชอบวัดนี้มากสวยงามแบบโบราณ ผู้คนก็ไม่ค่อยพลุกพล่านด้วย

คันนี้คือรถสองแถวที่เราใช้บริการในทริปนี้ค่ะ รถค่อนข้างใหม่ คนขับยังหนุ่ม ขับดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ก็ติดต่อพี่เขาได้นะคะ เบอร์ 081-0983033 ปล.ไม่ได้ค่าโปรโมทนะคะ แต่พี่เขาบริการโอเคเลยสนับสนุนค่ะ ส่วนชื่อพี่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะไม่ได้ถาม อิอิ

จบจากไหว้พระ 5 วัดแล้วก็พากันมาแวะซื้อของฝากที่ตลาดวโรรส เดินประมาณ 40 นาทีได้ เสร็จแล้วก็ตีตั๋วเข้าสนามบินเป็นเวลา 5 โมงเย็น

คำคมส่งท้าย…

และที่พลาดไม่ได้เลยคือขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางทุกคนที่ทำให้ทริปนี้สมบูรณ์แบบ ถึงแม้จะต่างเพศ ต่างวัย แต่เป้าหมายและเส้นชัยเรามีเหมือนกัน ภูมิใจกับทริปนี้จริงๆค่ะ..หวังว่าจะได้ร่วมทริปกับทุกคนอีกนะคะ 🙂

เที่ยวบินขากลับ เวลา 21.40 น. โดยประมาณ กลับมาถึง กทม.และกว่าจะถึงห้องก็เที่ยงคืนพอดี เรียกได้ว่าเที่ยวแบบเต็มพิกัดกันจริงๆสำหรับทริปนี้ หวังว่ารีวิวของเราจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะคะสำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลอยู่…โชคดีค่ะ 🙂

Leave a Reply