นั่งรถไฟไปบึงกาฬ ทริปอีสานเหนือ

26.07.2562 ที่นี่..สถานีรถไฟฟ้าไต้ดินหัวลำโพง ทางออก 2 เพื่อเชื่อมไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง..ตามพวกเรามาเลยค๊าาา >>> Let’s go

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ ทริปนี้เป็นอีกทริปหนึ่งที่ปุ๊บปั๊บระดับปานกลาง เนื่องจากว่าพวกเรามีเวลาเตรียมตัวกันประมาณ 2 เดือนกว่าๆ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบ Backpack เช่นเคย แต่ก่อนจะเริ่มเดินทางขอแปะค่าใช้จ่ายไว้ให้ก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ตามนี้ค่ะ
ตั๋วรถไฟ (ขาไป) 929 บาท/คน เที่ยว 20.00 น. ( เฉลี่ยค่าตั๋วชั้นบนกับชั้นล่าง )
ตั๋วเครื่องบิน (ขากลับ) 1,245 บาท/คน เที่ยวบินช่วงกลางคืน 21.30 น.
ค่ารถเช่าและน้ำมัน เฉลี่ย 780 บาท/คน ( ระยะเวลา 3 วัน )
ค่าที่พัก 2 คืน เฉลี่ย 380 บาท/คน ( บึงกาฬ/หนองบัวฯ )
ค่าอาหารและอื่นๆ 1,000 บาท ( เงินกองกลาง)
รวม 4,334 บาท โดยประมาณ (ไม่รวมของฝากและของใช้ส่วนตัว)

ทริประหว่างวันที่ 26 กค. 62 (กลางคืน) – 29 กค. 62 โดยมีเพื่อนร่วมทริปทั้งหมด 4 คน ทุกคนต่างก็มาจากคนละสถานที่กัน สำคัญนั้นคือจุดนัดพบ ณ.สถานีรถไฟหัวลำโพง

ปลายทางที่เราจะไปตามภาพเลยค่ะ เดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษ อีสานมรรคาแล้วไปลงที่อุดรธานี (สุดสายของรถไฟขบวนนี้คือหนองคาย) รถไฟออกจากสถานี 20.00 น. ตรงเป๊ะ !!

ขบวนรถไฟที่เราจะนั่งไปค่ะ ภาพบรรยากาศด้านนอกและด้านในก็จะประมาณนี้ค่ะ หรูหราไฮโซกันเลยทีเดียว และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้นั่งรถไฟนอน ตื่นเต้นสุดๆ พูดเลย

พอขึ้นไปนั่งได้สักพักก็จะมีเจ้าหน้าที่ถือน้ำมาแจก อุ๊ป…เก๋ไก๋สไลเดอร์เชียวได้น้ำฟรี 1 ขวด

เนื่องจากเป็นรถไฟนอน 2 ชั้น(ตามภาพ) พอใกล้ถึงเวลาที่รถไฟจะออกจากชานชาลา เจ้าหน้าที่เขาก็จะเริ่มมาปูที่นอนให้ (ยังกะโรงแรมเล๊ยย) ส่วนรถไฟก็โยกเยกเบาๆพี่เขาก็ยังสามารถทำงานได้เหมือนปกติ สงสัยพี่เขาชินแล้ว..เก่งสุดๆ

นอกจากหมอน ที่นอนแล้วก็ยังมีผ้าห่มที่ใหม่แกะจากถุง เพราะทุกครั้งหลังจากใช้งานเขาก็จะส่งซัก วนแบบนี้เรื่อยๆ ก็ถือว่าโอเคนะคะ มั่นใจได้ในระดับหนึ่งเรื่องของความสะอาด

สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับยุค 4.0 นั่นก็คือ ที่วางโทรศัพท์ ที่ชาร์ตแบตซึ่งมาพร้อมกับไฟดวงเล็กๆบนหัวนอน เรียกได้ว่าครบครันกันเลยทีเดียว

เมื่อรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงได้สักพัก เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรโดยสารก็มาถึงตู้นอนของเรา ซึ่งเราจะอยู่ขบวนที่ 2 (ใกล้ๆหัวขบวน) เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่น่าจะตรวจจากตู้สุดท้ายขึ้นมา (ถ้าเข้าใจผิดขออภัย)

จบจากเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วแล้วก็ได้เวลานอน (เล่นโทรศัพท์ ) ด้วยความที่นอนอยู่ชั้นบน บวกกับประสบการณ์ครั้งแรก ก็เลยตื่นเต้นมากเวลารถไฟส่ายแรงๆคือกลัวตัวเองจะกลิ้งตกลงไปข้างล่าง ก็เลยต้องเกาะซ้าย เกาะขวา เกาะขอบที่นอนบ้างเป็นบางครั้ง พอสักพักนึงเริ่มชินแล้วก็หลับสนิทไปในที่สุด ได้ยินประกาศอีกทีคือใกล้จะถึงอุดรแล้ว.. !!

27.07.2562 เย่ๆๆ..พวกเรามาถึงแล้วอุดรฯ ด้วยสภาพที่ซีดและสดมากเพราะเพิ่งตื่นกันจริงๆ บรรยากาศช่วงเช้าที่นี่ถือว่าโอเค สดชื่น ไม่ร้อน เพราะฝนเพิ่งตกไปเมื่อคืนนี้

สำหรับยานพาหนะในทริปนี้ หลังจากได้นั่งรถไฟนอนแล้ว ต่อไปคือใช้บริการรถเช่า และขากลับคือเครื่องบิน เรียกได้ว่าฟินสุดๆในทุกรูปแบบกันไปเลย

เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ทริปนี้ พวกเราจึงได้ไปใส่บาตรวัดป่าบ้านตาด เยี่ยมชมกุฏิของหลวงตามหาบัว ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปแบบเรียบง่าย ประทับใจมากค่ะที่ได้มา

เงียบสงบ มีเสียงนกร้อง บ้างก็มองเห็นกระรอกกระแต กระโดดตามกิ่งไม้ บางคนก็มานั่งสมาธิบริเวณรอบๆกุฏิ เป็นภาพบรรยากาศที่ Slow Life แบบอิ่มใจสุดๆเลยค่ะ

“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” คำนี้จริงเสมอ ถ้างั้นเราจะไม่รีรอ มาเยือนถิ่นอีสานทั้งทีต้องจัดเต็มกับร้านส้มตำเจ๊ไก่ นาทีนี้ถ้าใครไม่รู้จักถือว่าเชยแล้วนะคะ มาถึงอุดรฯแล้วต้องห้ามพลาด

เมนูอาหารมาเต็มโต๊ะแล้วลุย..

เนื่องจากจุดหมายหลักของเราอยู่ที่บึงกาฬ พอได้ทำบุญ เติมพลังกับมื้อเช้ากันเสร็จแล้ว ก็เลยรีบมุ่งหน้าไปตามแพลน ระหว่างทางก็ได้แวะที่วัดอาฮงศิลาวาส ซึ่งมีแก่งอาฮงหรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ที่ทุกคนแถวนี้ต่างก็รู้จัก

จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่ภูทอก และที่นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับริปนี้นั่นเอง

พวกเรามาถึงที่นี่ก็ประมาณบ่าย 3 พอมาถึงก็เห็นรถยนต์จอดเยอะมาก แต่ก็ยังพอมีพื้นที่ว่างให้จอด เพราะลานจอดรถกว้างขวาง มีห้องน้ำด้วย ถ้าขับรถมารับรองว่ามีที่จอดรถแน่นอนค่ะ

ภูเขาลูกนั้นเลยค่ะที่เราจะพาทุกคนไปพิชิต ชื่นชมความสวยงาม นี่ขนาดมองจากด้านล่างยังสวยขนาดนี้ ข้างบนต้องวิวสวยแน่เลย พร้อมลุยไปกับพวกเรารึยังคะ ?

มาเริ่มกันเลย เดินตามป้ายบอกทางไม่หลงแน่นอน โชคดีว่าวันนี้อากาศไม่ค่อยร้อน บวกกับช่วงเวลาที่กำลังดีบ่ายแก่ๆ พระอาทิตย์ขี้เกียจทำงานล๊าววว ^^

การเดินทางขึ้นภูทอกเริ่มแล้ววว..จะเป็นบันไดไม้แบบนี้ตลอดทาง และบางจุดก็สูงชันเอามากๆเลย

พอเดินขึ้นมาสักพัก แบบหายใจหอบเบาๆก็เจอทางแยก ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นไปได้ทั้งสองทาง ด้านขวาจะสูงชันกว่าด้านซ้าย ถ้าใครที่พาผู้สูงอายุมาเที่ยวด้วยแนะนำว่าให้เดินวนไปทางด้านซ้ายจะดีกว่านะคะ ส่วนเราวัยสะรุ่นชิดขวาอย่างเดียวค่าา ไปต่อกันเลย >>>

นี่ไง..บอกแล้วว่าด้านขวาสูงชัน ถึงขั้นต้องเกาะราวและแตะบันได้ขึ้นมากันเลยทีเดียว

โอ้ววว..พอพ้นจากบันไดสูงชันเท่านั้นแหละ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง วิวสวยมากและอากาศก็ดีมากด้วย ลมพัดโชยมาเจอเหงื่อทีนึงนี่หนาวเลย

อันนี้คือทางเดินที่เขาทำไว้รอบๆภูเขาลูกนี้ เราก็แค่เดินรอบๆวนไป เก็บภาพไป จะมุมไหนก็ถ่ายรูปได้สวยเพราะบรรยากาศเป็นใจไม่ว่าจะท้องฟ้า ป่าเขาและต้นไม้สีเขียว ธรรมชาติสุดๆ

บรรยากาศโดยรอบของภูทอก ( ภาษาอีสาน แปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ) สามารถเดินได้เรื่อยๆไม่ค่อยเหนื่อย เพราะอากาศบนนี้เย็นสบาย จะหนักหน่อยก็ตอนปีนบันไดไม้ที่สูงชัน เล่นเอาเหงื่อแตกกันทุกคน

แต่ละผาก็จะมีชื่อเรียกแบบไม่ซ้ำกัน มีหลายผามากจนจำไม่ได้ว่ามีผาอะไรบ้าง

จุดนี้ต้องห้ามพลาดนะคะ ถ้าเจอป้ายบอกว่า “ทางไปพุทธวิหาร” ให้เดินตามทางไปเลยค่ะเพราะวิวสวยมาก ยิ่งคนที่ชอบถ่ายรูปแล้วยิ่งไม่ควรพลาดใหญ่เลย

เจออีกแล้วค่ะ ทางขึ้นชั้นที่ 6 อีกหนึ่งจุดที่บันไดไม้สูงชันมากๆๆๆ ( ก.ไก่ หลายตัว ) แค่เงยหน้าขึ้นมองก็ท้อแล้ว แต่ยังไงเราก็ต้องไปต่อค่ะ สู้ๆ ความสวยงามรอเราอยู่ (ปลอบใจตัวเอง)

ชั้น 7 จุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้แล้ว ลักษณะเป็นป่าไม้ร่มครึ้ม  ไม่มีจุดสวยๆให้ถ่ายรูป มองไม่ค่อยเห็นวิวเพราะต้นไม้สูง ถ้าอยากจะเดินขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่าตัวเองสามารถพิชิตภูทอกได้แล้วถึงชั้น 7 ก็ขึ้นมาได้ แต่ถ้าต้องการภาพและวิวสวยๆรับรองว่าชั้น 7 ไม่มีให้คุณแน่นอน หุหุ

ภาพด้านล่างนี้คือ ภูทอกใหญ่ ถ่ายรูปจากมุมพุทธวิหารของภูทอกน้อย ซึ่งเป็นภูเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากภูทอกน้อย ระดับความสูงเท่าๆกันเพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าภูทอกน้อย

ทางเดินไม้รอบหน้าผานี้ก็ถ่ายจากมุมพุทธวิหาร ที่มองเห็นก็จะเป็นชั้น 5 และ ชั้น 6 เสียวไม่น้อยเลย นับถือในความพยายามของคนสร้างจริงๆ ที่สามารถทำได้ขนาดนี้

เดินวนภูทอกแบบเพลินมาก มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเริ่มหมดพลัง บวกกับลมเริ่มแรงขึ้นทุกทีเพราะภูเขาสูงโปร่ง ดูนาฬิกาเวลาก็ปาไปเกือบหกโมงเย็น เดินลงมาถึงข้างล่างก็ได้ภาพบรรยากาศแบบนี้เลย 18.40 น. จ้า แต่พวกเราก็ยังไม่ใช่กลุ่มสุดท้ายนะคะ ข้างบนก็ยังมีคนอยู่แต่ไม่มาก

เนื่องจากเป็นทริปที่ชิวล์ๆ ไม่ได้แพลนอะไรกันมาก ที่พักก็เพิ่งจะหาข้อมูลในระหว่างทางจากอุดรฯมาบึงกาฬ ในที่สุดเราก็ได้ที่ซุกหัวนอนสำหรับค่ำคืนนี้ THE LITTLE GARDEN RESORT คืนละ 400 บาท ค่ามัดจำ 100 บาท/ห้อง ถือว่าโอเคเลยค่ะ

พอดีไม่ได้ถ่ายวิวด้านนอกเพราะกว่าพวกเราจะมาถึงก็มืดแล้ว เลยได้แค่บรรยากาศภายในห้อง

ห้องน้ำก็โอเค กว้างขวางดี แยกโซนเปียก โซนแห้ง เป็นสัดส่วน ตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องพักเสร็จแล้วก็พากันออกไปหาอะไรกิน วันนี้เสียพลังงานไปเยอะ ขอจัดเต็มหน่อย แต่ที่ใหนได้ขับรถวนหนึ่งรอบไม่เจออะไรเลยเพราะร้านปิดกันหมดแล้วสองทุ่มกว่าของ ตจว. ก็เลยได้กินก๋วยเตี๋ยวกับข้าวมันไก่หน้าเซเว่น ประทังชีวิตไปก่อน อิ่มแล้วก็กลับมานอนเก็บแรงเพื่อลุยต่อ ยังมีอีกหลายที่รอเราอยู่..กู๊ดไนท์จ้าาา

28.07.2562 ณ. หินสามวาฬ เวลา 05.50 น. สวัสดีรุ่งอรุณของวันใหม่ มาต้อนรับแสงแดดอุ่นๆยามเช้าด้วยกันค่ะ

ถึงภาพจะไม่มีสีสันสวยสดใสแต่ก็สัมผัสได้ว่าทุกคนมีความสุข อิอิ (จินตนาการล้ำเลิศ)

อันนี้คือทางเดินเพื่อจะไปที่หินสามวาฬค่ะ ซึ่งจะสามารถเดินเข้าไปได้อย่างเดียว รถห้ามผ่าน เดินเข้าไปอีก 100 เมตร ก็จะเจอหินสามวาฬ พ่อ แม่ ลูก แล้วค่ะ

พยายามมองให้เป็นหินสามวาฬกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะเห็นหินอีกลูกแบบริบหรี่ ถ่ายได้เท่านี้จริงๆ พอแดดออกมาแล้วหมอกก็เริ่มทำงานอย่างที่เห็น คลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ

ท้องฟ้า สายหมอกและก้อนหิน ส่วนต้นไม้ด้านล่างนั้นมองไม่เห็นแล้วค่าา หมอกปิดมิดเลย

สดใสขึ้นมาหน่อยก็จะประมาณนี้ค่ะ อันนี้คือภาพก่อนที่หมอกจะกระจายตัวนะคะ แนะนำว่าให้รีบขึ้นมาค่ะ ถ้ามาถึงช้าหลังหมอกก็จะไม่เห็นอะไรเลยและที่สำคัญคืออดได้ภาพสวยๆ ซึ่งคุณก็คงไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ชิมิ !!

รถคันที่พวกเราเหมาขึ้นมาค่ะ คันละ 500 บาท(ไป-กลับ) รอบละ 3 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ถึงค่ะ เพราะกลุ่มพวกเราเองขนาดถ่ายรูปกันเยอะ แวะทุกจุดแล้ว ก็ยังใช้เวลาไปแค่ 2 ชม. นิดๆเอง รถจอดให้บริการอยู่บริเวณที่ทำการภูสิงห์ ตั้งแต่ 05.30 น.ถ้ามาถึงสามารถเดินไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้เลย

เส้นทางขาขึ้นจะเป็นต้นไม้ใหญ่สลับกับต้นไผ่ เนื่องจากเราขึ้นไปเป็นชุดต้นๆทำให้ได้รับน้ำมนต์จากต้นไผ่จากสองข้างทางจนหัวเปียก 555 แต่เส้นทางขาลงจะเป็นต้นไม้สูงซะส่วนใหญ่

พอนั่งรถออกมาจากบริเวณหินสามวาฬแล้ว ขาลงก็ยังมีจุดให้แวะถ่ายรูปเรื่อยๆนะคะ

จุดแรกที่ลงมาแล้วแวะคือ หินช้าง ซึ่งเหตุผลที่ตั้งชื่อนี้ก็ตามลักษณะของหินเลยค่ะ ดูแล้วก็เหมือนช้างจริงๆนะ

จุดต่อมา ประตูภูสิงห์ ชื่อประตูนี้มีความเชื่อที่กล่าวขานกันมา พี่คนขับรถก็เล่าให้ฟังแหละ แต่เราลืมแล้วจริงๆ ต้องขออภัยด้วยนะคะ (เพราะมัวแต่ถ่ายรูป ^_* )

จุดสุดท้าย “จุดชมวิวส้างร้อยบ่อ” ซึ่ง “ส้าง” ในภาษาอีสานหมายถึงหลุมหรือบ่อนั่นเอง จุดนี้เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกดินค่ะ เราแวะถ่ายรูปกันแป๊บนึงแล้วก็เดินกลับไปที่รถเพื่อลงไปยังที่ทำการภูสิงห์ และกลับไปยังที่พัก เดอะลิตเติ้ลการ์เด้น รีสอร์ท อยู่ห่างจากภูสิงห์ ราวๆ 15 กม. 

เป็นอันว่าเสร็จสิ้นภารกิจที่บึงกาฬตามแผนเพราะได้ไปภูทอกและหินสามวาฬเป็นที่เรียบร้อย แต่..เดี๋ยวก่อน ทริปเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ค่ะ ขากลับถ้าจะกลับเส้นทางเดิมก็ดูเหมือนจะน่าเบื่อ พวกเราเลยเลือกกลับทางหนองคาย

แต่ก่อนที่จะผ่านหนองคายไป ขอแวะวัดโพธิ์ชัย (หลวงพ่อพระใส) กราบหลวงพ่อเพื่อความเป็นศิริมงคลแป๊บนึง และฝากท้องมื้อเที่ยงแก่ๆที่แดงแหนมเนือง ร้านตั้งอยู่อยู่ริมแม่น้ำโขงเลย อร่อยสมคำร่ำลือ เมนูที่ทานก็ตามภาพเลยค่ะ พออิ่มท้องแล้วก็ลุยต่อปลายทางหนองบัวลำภู

ถึงแล้วว..เมืองหนองบัวฯ คืนนี้เราพักกันที่ห้องพักศรีสุนทร คืนละ 350 บาท มีทั้งแบบรายวันและรายเดือน เจ้าของที่พักเป็นเจ้าของเดียวกับร้านอาหารขวัญข้าว ซึ่งจะอยู่ใกล้กับโรงแรมกินรี รีสอร์ท สังเกตง่ายเพราะอยู่ติดถนนใหญ่เลย ถ้าขับรถจากอุดรฯ มาหนองบัวลำภูร้านขวัญข้าวก็จะอยู่ด้านขวามือนะคะ

พอได้เก็บกระเป๋าเข้าที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเปล่า พวกเราได้ขับรถขึ้นไปบนภูพานน้อย ซึ่งที่นี่สามารถมองเห็นตัวเมืองหนองบัวลำภูได้ชัดเจนทั้งเมือง ยิ่งบรรยากาศตอนเย็นพระอาทิตย์ตกนี่จะยิ่งสวยมาก พอมืดลงก็จะเห็นแสงไฟส่องสว่างทั่วเมือง

พวกเราขึ้นไปถึงก็ประมาณ 18.30 น. นะ แต่แดดยังจ้าอยู่เลย

เนื่องจากเวลามีจำกัดเลยไม่ได้เก็บภาพยามค่ำคืนมาฝาก เอาเป็นว่าถ้าใครมีโอกาสก็ลองแวะไปชมพระอาทิตย์ตกดินกันได้นะคะ บรรยากาศแบบโรแมนติกสุดๆ

ตะวันลาลับฟ้าแล้ว จบไปอีกหนึ่งวันเต็มๆกับการผจญภัยแบบไม่ต้องวางแผน จากบึงกาฬมาหนองคายและจบที่หนองบัวลำภู

29.07.2562 เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยไข่กระทะแสนอร่อย เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังชุปไข่ทาเนยแบบนุ่มๆ กินไปฟินไป พักที่นี่ไม่มีผิดหวัง คุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ เพราะค่าห้องพักอยู่ที่ 300-350 บาท/คืน เองค่ะ

อิ่มท้องกันถ้วนหน้าสำหรับมือเช้าที่หนองบัวฯ สถานที่ต่อไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ของจังหวัดเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือตาดไฮ รู้สึกว่าเพิ่งจะเปิดให้บริการหรือเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เองค่ะ (ปล.วันที่เราไปเที่ยวได้ข่าวว่ายังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการเลย)

ถามว่าที่นี่มีอะไรให้เที่ยว เอาจริงๆขนาดไปถึงที่แล้วยังไม่รู้เลยค่ะว่ามีอะไรให้ชมบ้าง

พอได้เดินไปดู สำรวจและถามจากชาวบ้าน ก็ได้รู้ว่ามีบริการให้นั่งเรือเพื่อไปยังถ้ำย่าเลิศ ซึ่งใช้เวลาไป-กลับ ราวๆ 40 นาที ระหว่างนั่งเรือก็ได้ชมวิวสองข้างทางไปเพลินๆ ส่วนค่าบริการนั้นก็ไม่แพงค่ะ 300 บาท นั่งได้สูงสุด 8-10 คน พวกเราก็ไม่รีรอ สมาชิกทั้งหมดตามภาพเลยค่ะ เต็มลำพอดี (ทริปเจ้าถิ่นพาเที่ยว)

บรรยากาศดี วิวสวย ถึงแม้อากาศจะร้อนบ้างแต่ก็เป็นปกติของประเทศไทย จะอยู่ที่ไหนก็ร้อน 555++

ถึงแล้วค่ะ ถ้ำย่าเลิศ

บรรยากาศโดยรอบของถ้ำ

จากจุดที่จอดเรือแล้วเดินขึ้นไปที่ถ้ำนิดเดียวเองค่ะ 50 เมตรได้ ถ้าช่วงน้ำเยอะก็จะยิ่งใกล้เข้าไปอีก

ใช้เวลาไหว้พระและถ่ายรูปที่ถ้ำประมาณ 10 นาที แล้วพวกเราก็เดินทางกลับมา บริเวณริมฝั่งของตาดไฮก็จะมีซุ้มนั่งเล่นเรียงกันเยอะอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารหรือขนมขบเคี้ยวจากร้านค้าซึ่งเป็นกลุ่ม OTOP ของชุมชนที่มาเปิดขาย ถ้าได้มาเที่ยวก็อย่าลืมอุดหนุนกันนะคะเพราะรายได้จะได้กลับคืนสู่ชุมชน

อีกหนึ่งอย่างที่มีความตื่นเต้นคือแพลูกบวบค่ะ เพราะชาวบ้านตั้งใจสร้างแพแบบเล็กๆเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงธรรมชาติที่แท้ทรู ช่วงไหนที่คนเดินเกาะกลุ่มกันเยอะๆแพก็จะจม โยกเยกไปมา มันส์ไปอีกแบบ 🙂

พอจบจากตาดไฮ พวกเราก็กลับมาที่พักทานมื้อเที่ยงที่นี่ และเตรียมตัวกลับเข้าอุดรฯ เพราะเป็นวันที่เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว

ระหว่างทางกลับจากหนองบัวลำภูมาอุดรฯ เราได้แวะวัดถ้ำกองเพล วัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อชมพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารของหลวงปู่ขาว

กุฎิของหลวงปู่ขาว พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ขาวก็จะอยู่ข้างบนนี้ ซึ่งพวกเราก็ได้ขึ้นไปกราบ

พอออกจากวัดถ้ำกองเพล ดูนาฬิกาแล้วก็ยังพอมีเวลาเหลือก่อนที่จะเข้าสนามบิน เลยพากันหาร้านนั่งชิวล์ๆจากรีวิวต่างๆ แล้วก็มาจบที่ร้าน Beyond Cafe

เมนูขนมหวานเยอะแยะจนลายตา

คิวก็เยอะตามภาพเลยค่ะ แถมเข้าไปในร้านคือตกใจ ร้านใหญ่มากและคนก็มากด้วยเช่นกัน เกือบเต็มร้าน บรรยากาศและการตกแต่งร้านสวยดีค่ะ

นี่คือเมนูที่พวกเราได้คัดสรรมาแล้ว…เห็นภาพแล้วก็น้ำลายไหลตาม

อร่อยทุกเมนู ตอนจบคือเกลี้ยงทุกอย่าง !!

เมนูนี้เด็ดสุด ไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร จำไม่ได้แล้ว…ความจำ error น้ำตาลขึ้นสมอง 🙂

ชอบภาพสุดท้ายนี้มากค่ะ สื่อถึงความรู้สึกได้ดีมาก ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ไม่รู้จักที่ช่วยถ่ายภาพนี้ให้ ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคนที่ทำให้ทริปนี้มีแต่รอยยิ้ม จนทำให้รู้ว่า “เพื่อนร่วมทางสำคัญไม่น้อยไปกว่าจุดหมายปลายทาง”

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ไปเที่ยวมาแล้วก็อย่าลืมแวะมาแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวดีๆใต้คอมเม้นต์นี้เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนที่กำลังเก็บข้อมูลหรือมีแพลนที่จะไปเที่ยวกันนะคะ

รีวิวยาวไปหน่อย ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะคะ 🙂

2 Comments

  1. Zahaygift August 7, 2019
    • Rodchana Inpa August 8, 2019

Leave a Reply