[ Review ] นั่งรถไฟไปภูสอยดาว 2017

เคยมั๊ย ?? แบบว่าเพื่อนชวนเที่ยวก็ตอบตกลงทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปเที่ยวที่ใหน ยังไง ไม่มีข้อมูลเลย ผู้เขียนเองก็เหมือนกันค่ะ เหตุเกิดจากเพื่อนไลน์มาชวนว่าไปเที่ยวกันมั๊ย ไปเดินป่ากัน ด้วยความที่เราเองก็ชอบเที่ยวแบบแบคแพคอยู่แล้วเลย say “yes” อย่างไม่มีเหตุผล สรุปทริปนี้คือไปภูสอยดาวค่ะ ตามมาดูความสนุกและตื่นเต้นไปด้วยกันนะคะ ทริปนี้ 2 วัน 1 คืน บอกได้เลยว่าสุดยอดจริงๆ ตอนท้ายจะมีสรุปค่าใช้จ่ายให้ดูกันด้วยนะคะ

ภูเขาลูกนี้ทั้งลูกคือจุดหมายปลายทางที่พวกเราจะต้องฝ่าฟัน..ฮึบๆ

ทริปนี้เรามีสมาชิกร่วมเดินทางกัน 5 ชีวิตค่ะ แต่จุดรวมพลคือสถานีรถไฟพิษณุโลกเพราะเพื่อนอีก 3 คน เดินทางมาจากเชียงใหม่(เราเองก็ยังไม่เคยรู้จักเพื่อนร่วมทางมาก่อนนะคะ เพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนเราอีกที) ส่วนเรากับเพื่อนอยู่กรุงเทพ

การเดินทาง   หนอน

เริ่มต้นการเดินทาง ณ.สถานีรถไฟบางซื่อ ตามชื่อเรื่องเลยค่ะนั่งรถไฟไปภูสอยดาว ที่จริงเราไม่ได้ตั้งใจจะนั่งรถไฟนะคะ แต่บังเอิญว่าตั๋วรถทัวร์เต็มทุกบริษัทเลยเพราะช่วงที่เราไปเป็นวันหยุดยาวช่วงวันแม่ เพื่อนเลยบอกว่าทางเลือกสุดท้ายคือรถไฟเอามั๊ย? ในใจก็คิดแล้วแหละว่ามันต้องลำบากแต่เอาว๊า..ไปก็ไป รถไฟชั้น 3 ปู๊นๆ รถไฟออกจากสถานีบางซื่อเวลา 22.30 น. มาถึงพิษณุโลกเวลา 05.40 น.( 7 ชม.ตูดด้านหมดแล้ว..เพราะเป็นเบาะแข็ง )

เนื่องจากทริปนี้เพื่อนเราเป็นตัวตั้งตัวตีและคนวางแผนทั้งหมดเราก็เลยสบายหน่อยๆ พอมาถึงสถานีรถไฟพิษณุโลกปุ๊บก็มีรถรอรับปั๊บ คันนี้เลยจ้ารถสองแถวพลังเทอร์โบ รถพี่เขาแรงดีจริงๆ เนื่องจากว่าเราจองรถแบบเหมาทั้งไปกลับเลย และนอกจากเรา 5 คนแล้ว ก็ยังมีคนมาร่วมหารค่ารถกับเราเพิ่มอีก 3 คน (โชคดีไปอีก) ค่าเหมารถอยู่ตอนท้ายนะคะ

ที่จริงอุทยานภูสอยดาวอยู่ในเขตอุตรดิตถ์นะคะ แต่โดยส่วนมากแล้วคนชอบมาลงที่พิษณุโลกและเหมารถไปต่อเพราะสะดวกมากกว่า นอกจากคนที่เอารถไปเองก็ขับยาวไปถึงอุทยานเลย พอสมาชิกครบพี่โชเฟอร์ก็ไม่รีรอรีบออกเดินทางเลย ระหว่างทางก่อนถึงอุทยานพี่เขาก็จอดแวะที่ตลาดสดเทศบาลตำบลป่าแดง มาถึงที่นี่ประมาณ 7 โมงเช้า พอลงจากรถเราก็รีบเดินดิ่งไปในตลาดเลยหาอาหารเช้า (ท้องใส้เริ่มทำงาน…หิวว) รวมถึงซื้อเสบียงสำหรับเอาขึ้นเขา นอกจากตลาดสดแล้วที่นี่มียังมีเซเว่น โลตัส สามารถหาซื้อของได้ตามอำเภอใจเลยค่ะ
เสร็จจากภารกิจในตลาดพวกเราก็ขึ้นรถ เดินทางต่อพี่โชเฟอร์บอกว่าอีกประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงถึง ยาวๆไปค่ะ เมื่อยตูดจากรถไฟไม่พอ มาเมื่อยตูดต่อกับรถสองแถว 555

ณ.อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

พวกเราเดินทางมาถึงอุทยานฯก็ประมาณ 9 โมงกว่าๆ ตรงไปที่จุดลงทะเบียน

วันนี้ดูคนจะหนาๆตาหน่อยเพราะเป็นวันหยุดยาวช่วงวันแม่ 12-14 สิงหาคม 2560

สัมภาระสำหรับจ้างลูกหาบแบก ไม่เยอะเท่าไหร่แต่ก็ไม่อยากแบกเอง อิอิ อมยิ้ม01

เนื่องจากจุดที่ลงทะเบียนกับจุดเริ่มต้นเดินป่าอยู่กันคนละที่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร พอเราจัดการเรื่องลงทะเบียนและสัมภาระเรียบร้อยแล้ว พี่เจ้าหน้าที่อุทยานก็ขับรถอีแต๋นไปส่งอีกจุดนึงที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินป่าและมีน้ำตกภูสอยดาวอยู่ตรงนั้น
แชะภาพแป๊บ ก่อนเดินขึ้นเขา

ภาพหมู่ ดูแล้วทุกคนพร้อมลุยมาก…Let’s go >>

ขอแชะภาพอีกสักนิสส..ก่อนปีนเขาเป็นลูก พาพันดี๊ด๊า

การเดินทางครั้งนี้มีทั้งหมด 5 เนินค่ะ ซึ่งแต่ละเนินก็สมฉายาตามชื่อเป๊ะเลย เริ่มจากลำดับแรกที่เจอคือเนินส่งญาติ เนินนี้ก็จะมีความรู้สึกว่าสบายๆเหมือนเดินป่าชิลล์ๆ

เนินที่ 2 ชื่อว่า เนินปราบเซียน…โอ้วว ใช่เลย หอบเลยค่ะเนินนี้ หายใจแทบไม่ทัน ระหว่างทางก็เจอลูกหาบโฮ้วโหว สุดยอดไปเลยลูกพี่ นี่ขนาดเราเดินตัวเปล่ายังจะไปไม่รอดพี่เขาล่อหาบเที่ยวนึงเป็น 50-60 กิโลฯ ถามลุงคนที่นั่งอีแต๋นมาด้วยกันว่าทำไมต้องแบกเยอะขนาดนี้ ลุงเขาบอกว่าถ้าแบกน้อยก็ไม่คุ้ม เสียเที่ยว ใหนๆก็แบกแล้วเอาให้คุ้มไปเลย (มีราคาค่าลูกหาบตอนท้าย)
พี่ลูกหาบ..ถึกทนฝุดๆ

ต่อไปเนินที่ 3 เนินป่าก่อ เข้าใจว่าเนินนี้เขาคงตั้งชื่อตามสภาพป่าบริเวณนั้นเลยได้ชื่อว่าป่าก่อ เนื่องจากเนินปราบเซียนเป็นเนินที่ชันมาก อารมณ์เหมือนเดินขึ้นไปไดชันๆอะค่ะ ส่วนเนินป่าก่อก็เลยไม่ชันมาก เดินไปได้เรื่อยๆไต่เขาบ้างทางราบบ้างสลับกันไป

เนินที่ 4 เนินเสื่อโคร่ง ตามชื่อเลยค่ะอารมณ์เหมือนเดินอยู่หลังเสือโคร่งที่มีเป็นคลื่นๆบนหลัง เดินไปหยุดไปเพราะเริ่มเหนื่อยและเนินนี้ค่อนข้างจะเริ่มชันมากขึ้น เหมือนอุณหภูมิน้ำที่เดือดเกือบจะถึง 100 องศาเซลเซียส 555

เนินสุดท้ายตามชื่อเลย เนินมรณะ (แทบมรณะตามชื่อเนิน) มีครบทุกอย่างโหดมากเนินนี้ ทั้งสูง ทั้งชันและต้องปีนป่าย บางจุดถึงขั้นต้องคลานขึ้นไปตามโขดหินเพราะกลัวมันลื่นแล้วจะพลัดตกด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยแล้วจากเนินที่ผ่านๆมา แต่ข้อดีของเนินนี้คือเราก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงลมเย็นที่พัดโชยมาพัดผ่านใบหน้าทำให้สดชื่นขึ้นมาได้บ้าง

บอกได้เลยว่าตอนแรกที่มาถึงอุทยานเห็นคนเยอะเกิดอาการหวาดกลัวค่ะ ทุกคนนี่สภาพเตรียมพร้อมมากมีอุปกรณ์เสริมตั้งแต่หัวจรดเท้ามาเต็มดูพร้อมสำหรับการเดินลุยป่าเป็นที่สุด แต่พอเริ่มเดินมาถึงเนินที่ 3-4-5 เห็นชัดเลยว่าคนเริ่มน้อยลงตามลำดับ ยิ่งเนินสูงขึ้นคนยิ่งน้อยลง ไอ้เราก็เลยยิ้มได้ไม่กลัวและ..เดินต่อไปอย่างสบายใจ สรุปความชันของแต่ละเนินดังภาพนี้เลยค่ะ

ในที่สุดเราก็มาถึง..ลานสนภูสอยดาว ทำเวลาได้ดีมาก 3 ชั่วโมงเป๊ะ ด้วยระยะทางทั้งหมด 6.5 กิโลเมตร ดูเหมือนไม่ไกลนะระยะทางแค่นี้แต่จะบอกว่าทางเดินมันไม่ได้ราบเรียบและสวยงามเหมือนลาดยางหรือถนนคอนกรีต แต่เราก็ผ่านมันมาได้ ถึงเวลามาชื่นชมความสวยงามกันแล้ว
ได้สัมผัสอากาศเย็นๆกับดอกหงอนนาคสวยๆก็ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งกันไปเลย

มีน้ำตกด้วยนะคะ แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดเราก็เลยไม่ได้ไปชมความสวยงาม ถ่ายกับป้ายละกันเนาะ

ที่ซุกหัวนอนสำหรับคืนนี้ทุกอย่างเราใช้บริการของอุทยานค่ะ
ดินเนอร์ด้วยสู้กี้อันโอชะ เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในสามโลก ฟินจนพุงกางกันทุกคน..อาหารหรูสุด ณ จุดนี้ ยิ้ม

ตื่นเช้ามา มาม่าเหมาะสมที่สุดจัดไปกินพร้อมกับอากาศเย็นๆถึงขั้นควันออกปาก อารมณ์ตอนนั้นมันสุดยอดมากกับอารมณ์ซดมาม่าร้อนๆ

สำหรับบนลานสนนี้จะไม่มีอะไรขาย น้ำถ้าไม่พอก็มีถังน้ำฝนทุกคนสามารถไปกรอกใส่ขวดได้ ส่วนห้องน้ำก็ไม่มีก๊อกน้ำให้นะคะ จะขี้จะเยี่ยวทีก็ต้องไปตักน้ำในแม่น้ำมาด้วยและต้องตักมาให้พอด้วยนะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทางอุทยานก็จะมีถังน้ำ ขันน้ำให้เช่า อยู่ที่นี่ต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่างต้องบริการตัวเอง เพราะกฏระเบียบเขาเป็นแบบนี้ทุกคนก็ต้องทำตาม

ขันน้ำ

ตื่นเช้ามา หลังจากปฏิบัติภารกิจกินข้าวเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเดินสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบค่ะ
กลับมาที่เต๊นท์อีกครั้งพร้อมกับเคลียร์อุปกรณ์และของที่ยืมทุกอย่างเพื่อนคืนให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน และแล้วก็ถึงเวลาลงจากเขา
ระหว่างทางเจอลูกหาบที่เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี แต่เก่งมากกระสอบที่หาบอยู่น่าจะหลายสิบโล น่าชื่นชมจริงๆค่ะที่น้องเขารู้จักหารายได้พิเศษในช่วงวันหยุด

ขากลับลงมาใช้เวลา 2.40 ชม.ถือว่าทำเวลาได้ดีพอสมควร ลงมาถึงอุทยานก็แวะพักที่น้ำตกในระหว่างที่รอสมาชิกในกลุ่มซึ่งยังมาไม่ถึง
กว่าสมาชิกเราจะมาครบและพร้อมเดินทางกลับก็ปาไป 4 โมงเย็น แล้วก็นั่งสองแถวเข้าตัวเมืองพิษณุโลก ขากลับก็แยกย้ายกันเชียงใหม่ กรุงเทพ พี่โชเฟอร์ก็ไปส่งที่สถานีขนส่ง

ขากลับเราใช้บริการของบริษัท พิษณุโลกยานยนต์ โดยส่วนตัวแล้วโอเคนะคะ ราคาไม่แพง รถมาตรงเวลา บนรถมีแจกน้ำดื่มและขนมด้วย ผ้าห่มก็มีบริการ รถออกเวลา 19.30 น.มาถึงสถานีหมอชิต 01.20 น.ลากสังขารกลับห้องอย่างสลึมสลือ ดีนะวันรุ่งขึ้นยังเป็นวันหยุดชดเชยได้พักร่างอีกวัน

สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้ ( 12-13 กันยายน 2560 ) ดังนี้ค่ะ

1.ค่าตั๋วรถไฟ ( ชั้น 3 ) ขาไป ราคา 218 บาท
2.ค่าตั๋วรถทัวร์ขากลับ (จองล่วงหน้าแล้ว) ราคา 288 บาท
3.ค่าจ้างลูกหาบขาขึ้น-ลง ราคา 120 บาท (ค่าลูกหาบกิโลละ 30 บาท)
4.ค่าเช่าเต๊นท์ ราคา 400 บาท/คน ( นอน 2 คน 800 บาท )
5.รถสองแถวไป-กลับ ราคา 500 บาท/คน ( ทั้งหมด 8 คน 4,000 บาท )
6.ค่าซื้อเสบียงเพื่อเตรียมขึ้นเขา ประมาณ 200 บาท
7.ค่าเช่าอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงสู้กี้มื้อพิเศษ ราคา 140 บาท ( สุ้กี้ชุดละ 399 บาท )
เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนสำหรับทริปนี้อยู่ที่ 1,866 บาท สรุปแล้วบวกลบค่าใช้จ่ายไม่เกินสองพันบาท แต่ประสบการณ์ที่ได้รับถือว่าคุ้มค่ามากๆสำหรับการเที่ยวแบบแบคแพคครั้งนี้ นอกจากจะไปเจอธรรมชาติที่สวยงามแล้วเรายังได้รู้จักเพื่อนใหม่ด้วย ได้พูดคุยกับผู้คนระหว่างทาง เจ้าหน้าที่อุทยาน เป็นความรู้สึกที่ประทับใจเกินอธิบายเลยแหละ ลองไปเที่ยวกันดูนะคะ

Leave a Reply