How to จองรถเช่ายังไงให้ได้ราคาถูก

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผู้เขียนตั้งใจมากที่จะมาแชร์ไอเดียและประสบการณ์ในการจองคูปองรถเช่า ซึ่งบางท่านอาจจะมีความรู้และประสบการณ์มากกว่าผู้เขียนอีกก็ได้ แต่เอาเป็นว่าแชร์ไว้เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่ยังไม่เคยจองแล้วกันนะคะ

คนเรามักจะทำอะไรตาม Life Style ของตัวเอง ซึ่งก็แตกต่างกันออกไป ไม่มีใครเหมือนกันเป๊ะๆ ผู้เขียนเองก็ชอบเที่ยวแบบ Back Pack ที่พักก็ไม่จำเป็นต้องเลิศหรูเพราะเราใช้แค่นอน แต่จะเน้นที่พาหนะในการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเลยเป็นที่มาของรีวิวนี้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เพิ่งเรียนจบ ทำงานใหม่ๆ เงินเก็บไม่ค่อยมีแต่อยากเที่ยวก็จะเน้นเที่ยวแบบเหมารถตู้ไปกับเพื่อนเยอะๆหลายคน แต่ตอนนี้พอมีกำลังบ้างแต่ก็ยังต้องการความประหยัดอยู่ดี เราก็เลยเลือกช่องทางการจองรถเช่าแบบราคาถูก (กว่าราคาปกติ) โดยการจองแพคเกจรถเช่าตามงานแฟร์ต่างๆที่จัดขึ้น โดยเฉพาะงานไทยเที่ยวไทย ซึ่งสถานที่จัดงานหลักๆก็จะมีไบเทค อิมแพค เมืองทองธานี และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

29.08.2562 วันนี้เรามาเดินงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 52 จัดที่ไบเทค บริเวณหน้าทางเข้างานก็จะมีแผ่นป้ายใหญ่ๆโชว์เลยว่ามีไฮไลท์อะไรบ้างในงานนี้ แต่ละบู้ทมีโปรอะไรเด็ดๆ แต่ขอข้ามเรื่องแพคเกจท่องเที่ยวไปก่อนนะคะ เพราะวันนี้ตั้งใจจะเอา 6 ค่ายรถเช่ามาแชร์กัน มาเริ่มกันเลยค่ะ

  1. Budget คิดว่าทุกคนคงคุ้นๆตากันอยู่บ้างกับค่ายนี้ อย่างผู้เขียนเองก็เคยใช้บริการมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วนทั้งแบบใช้แพคเกจและแบบโทรจองราคาปกติ ถ้าพูดถึงเรื่องการบริการค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลเราตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้บริการ พอครั้งต่อไปถ้าจะใช้บริการอีกก็แค่แจ้งเบอร์โทร ข้อมูลเราก็จะขึ้นโชว์หมดละ เรื่องวงเงินมัดจำจากบัตรเครดิตก็ไม่เยอะ 5,000 บาท แต่จะเสียตรงที่สาขายังมีไม่เยอะเท่าไหร่ ณ ตอนนี้มี่แค่ 22 สาขา ซึ่งบางสาขาก็ยังไม่มีออฟฟิศในสบามบินเลย เช่น สาขาเชียงราย จึงทำให้การรับ-ส่งรถไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่
    เพิ่มเติม : ถ้าจองรถช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 250 บาท/วัน และ Peak period เพิ่ม 500 บาท/วัน

2. Avis ขอพูดจุดเด่นก่อนเลยคือมีสาขาเยอะ ตั้ง 29 สาขา สนามบินเล็กๆต่างจังหวัดยังมี อันนี้คือข้อดีเลย เคยใช้บริการมาแล้วก็โอเค แต่เงินมัดจำจากบัตรเครดิตจะสูงหน่อย 8,000 บาท สำหรับคนที่วงเงินบัตรมีไม่มากก็ต้องวางแผนการใช้บัตรนิดนึงช่วงที่จะเที่ยวเพราะ AVIS เขาจะไม่รับเงินสด จะหักเงินผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น
เพิ่มเติม : จองรถช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 250 บาท/วัน และ Peak period เพิ่ม 500 บาท/วัน เท่ากับ Budget เลย

ภาพจากงานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 52 วันแรก คนไม่ค่อยหนาตาเท่าไหร่เพราะไม่ใช่วันหยุด แต่ถ้าเสาร์ อาทิตย์ รับรองว่าแน่นจนต้องเดินเบียดๆกันแน่นอน

3.Hertz ตรงๆเลยคือผู้เขียนเองยังไม่เคยใช้บริการ แต่ดูจากโปรโมชั่นแล้วก็ไม่ค่อยต่างจากสองค่ายแรกสักเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างอย่างเงินมัดจำนี้ก็ 10,000 บาท (เยอะกว่าค่ายอื่นๆ) ด้วยจำนวน 20 สาขาทั่วไทยและกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาในเร็วๆนี้ หลักๆคือจะตั้งอยู่ตามสนามบินใหญ่ของแต่ละภาคเท่านั้น
เพิ่มเติม : จองรถช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 250 บาท/วัน และ Peak period เพิ่ม 500 บาท/วัน เหมือนกับสองค่ายข้างบนเลย

ดูจากจำนวนลูกค้าแล้วคิดว่าการบริการน่าจะดีเลยแหละ เอาเป็นว่าผู้เขียนจะลองไปใช้บริการแล้วจะมาอัพเดทให้ทราบกันนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง

4.National สัญลักษณ์ของเขาก็จะเป็นสีเขียวๆ ขออภัยที่ไม่มีภาพประกอบเนื่องจากรีบเดินไปหน่อย เคยใช้บริการอยู่ครั้งหนึ่ง ความรู้สึกก็เฉยๆยังไม่ถึงกับประทับใจในการบริการ อาจจะต้องลองใช้บริการอีกหลายๆครั้งถึงจะรู้ ในส่วนของสาขาก็ยังมีไม่มาก มีทั้งหมด 14 สาขา เน้นสนามบินที่เป็นอินเตอร์ซะส่วนใหญ่หรือเรียกง่ายๆว่าตรงใหนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของชาวต่างชาติก็จะมี National ตั้งอยู่ วงเงินประกันในบัตรเครดิตเท่ากับ Budget คือ 5,000 บาท
เพิ่มเติม : จองรถช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 250 บาท/วัน และ Peak period (ถูกที่สุด) เพิ่ม 450 บาท/วัน

5.BIZCAR ค่ายนี้สาขายังมีไม่เยอะ ณ ตอนนี้มี 9 สาขาซึ่งกระจายอยู่ในกรุงเทพซะ 4 สาขาแล้วที่เหลือก็กระจายไปตามหัวเมืองใหญ่ของแต่ละภาค ผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยใช้บริการ ตามข้อมูลคือเงินมัดจำในบัตรเครดิตจะอยู่ระหว่าง 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทรถ ส่วนบริการอื่นๆก็ไม่ค่อยแตกต่าง จองรถช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 250 บาท/วัน และ Peak period (ถูกที่สุด) เพิ่ม 500 บาท/วัน

สรุปอีกครั้งสำหรับเงื่อนไขที่คล้ายๆกันของทุกค่ายคือ
1.คืนรถช้าได้ 4 ชม.แต่ถ้าเลยจากนั้นก็คิดเป็น 1 วัน (แต่ถ้าเลยไปไม่มากแนะนำให้โทรคุยกับเจ้าหน้าที่ ที่สาขานั้นๆ ถ้าเจอคนใจดีก็โชคดีไปเลยไม่ต้องเพิ่มวัน)
2.คูปองที่ซื้อสามารถเปลี่ยนผู้เช่าได้ ให้แจ้งตอนที่โทรจองได้เลย
3.คนขับสามารถเพิ่มได้อีก 1 คน รวมกับผู้เช่าก็เป็น 2 คน ขาดไม่ได้คือต้องมีใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุ
4.อายุคูปองเวลาซื้อตามงานจะอยู่ได้ 1 ปี
5. ก่อนจะใช้บริการทุกครั้งควรโทรแจ้งล่วงหน้าเสมอ โดยเฉพาะช่วง Peak period
6.ส่วนมากคือโปรซื้อ 5 แถม 1 ซึ่งราคาก็ต่างกันไม่กี่บาท สำคัญคือให้ดูที่การบริการ

ในหนึ่งปีก็จะมีจัดงานงานท่องเที่ยวประมาณ 2-3 ครั้ง ถ้าจะซื้อคูปองแนะนำให้ซื้อทีละ 5 ใบ+ 1 ใบ (แถมฟรี) รวมก็จะได้ 6 ใบ สำหรับคนที่ไม่มีแพลนแบบชัวร์ เพราะถ้าเราซื้อไว้แต่ใช้ไม่หมดใน 1 ปีก็เสียดายเงินเปล่า แต่ถ้ามั่นใจว่าจะได้ใช้คูปองแน่นอนก็แนะนำให้ซื้อแบบเยอะๆเลยทีเดียวเพราะยิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งได้ส่วนลดเยอะ สำคัญที่สุดและสุดๆเลยคือให้สังเกตการบริการหลังการขายและตอนที่เราใช้บริการจริงว่าเจ้าหน้าที่บริการดีรึเปล่า

ขอให้สนุกและโชคดีในทุกๆครั้งเหมือนกับผู้เขียนสำหรับการใช้บริการรถเช่ากันนะคะ 🙂

Leave a Reply