ออสเตรีย ”The city of Music” Vienna ถ้าได้มาแล้วจะหลงรัก !


27.02.63 เป็นทริปที่ต่อจากทริปฮังการีนะคะ เรามีเวลาอยู่ที่นี่ 2 คืนกับ 1 วันเต็ม เพราะฉะนั้นเราจะพาเพื่อนๆเที่ยวชมเวียนนาแบบ One day trip กันค่ะ

เราจองโรงแรมของ AZIMUT Hotel Vienna ผ่าน Agoda เหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะสะดวกในการเดินทาง อยู่ใกล้สถานีรถไฟและที่สำคัญราคาโอเคสุดแล้ว (สำหรับเรา) ส่วนเรื่องอาหารเช้านั้นไม่ค่อยเท่าไหร่

การเที่ยวแบบไม่ได้วางแผน(เพราะโควิด-19) ทำให้เราต้องคิด หา ทำ จนบางครั้งรู้สึกหมดอารมณ์เที่ยวเลยก็มี แต่ข้อดีก็คือมันท้าทายและรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา

บางทีก็ต้องเรียบง่ายและรวดเร็วเพื่อทำเวลา อย่างเช่นมื้อเย็นของคืนแรกที่เรามาถึงก็หาทานกันแบบง่ายๆร้านใกล้ๆโรงแรม วันนี้ช่วงเช้าอยู่ฮังการี ช่วงบ่ายนั่งรสบัสข้ามประเทศมาถึงออสเตรียค่ำๆ เช็คอิน เก็บของ กินข้าว นอน จบภารกิจไปอีกหนึ่งวัน แล้วพรุ่งนี้เราจะพาทุกคนเที่ยว Vienna !

28.02.63 จากโรงแรมเราพากันเดินมายัง vienna central station หรือภาษาที่นี่คือ Wien Hauptbahnhof ใช้เวลาเดินแค่ 5 นาทีเอง (บอกแล้วว่าโรงแรมนี้สะดวก)

Wien Hauptbahnhof เป็นสถานีที่ใหญ่และมีรถไฟใต้ดินหลายชั้นเวลาจะเดินไปชานชาลาต้องสังเกตดีๆว่าไปทางไหน ชั้นไหนนะคะ เพราะแรกๆเราเองก็งง

ก่อนเดินทางเราต้องมีตั๋ว จัดไปตั๋วแบบ 24 ชม.คนละ 8 ยูโร ถือว่าไม่แพงและคุ้มมากเพราะตั๋วนี้สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถรางและรถไฟ เราสามารถเที่ยวทั่วเวียนนาได้แบบไม่จำกัดเที่ยวภายใน 24 ชม.(นับจากวัน เวลาที่เราซื้อตั๋ว)

แวะเข้า Apotheke (ร้านขายยา) เพื่อหาหน้ากากป้องกันโควิดแป๊บบ..แต่ปรากฏว่าไม่มีจ้า สินค้าหมด !

เริ่มจากการนั่งรถไฟใต้ดินก่อนเลยนะคะ..อยากไปเที่ยวจุดไหนก็ถามอากู๋เอา..

สถานีแรกที่ปักหมุดคือ St. Stephen’s Cathedral โอ้วโหว..แค่มองจากข้างนอกก็อลังการแล้วอ่ะ เป็นโบสถ์ที่สวย สูงใหญ่และหามุมถ่ายรูปแบบเต็มได้ยากมาก

ด้านในก็สวยงามด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง คนสมัยโบราณเขาเก่งจังเรื่องการออกแบบ สวยและทรงคุณค่ามาก

มุมต่างๆของโบสถ์ เนื่องจากเรามามันยังเช้านักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ถ้าช่วงกลางวันคนน่าจะเยอะกว่านี้

นักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาคริสต์บางคนเขาก็มานั่งสวดแบบจริงจังหรือบางคนก็มาจุดเทียน

ถัดจาก St. Stephen’s Cathedral เราก็เดินลัดเลาะตามทางเดินแล้วก็มาเจออีกโบสถ์หนึ่งชื่อ St.Peter’s Church แต่เนื่องจากด้านหน้าของโบสถ์ปิดปรับปรุงอยู่เลยถ่ายมุมนี้แทน

ด้านในก็สวยแต่ขนาดจะเล็กกว่าโบสถ์แรก ความพิเศษอยู่ที่ภาพวาดบนเพดานกลางโบสถ์(ต้องแหงนหน้าขึ้นถึงจะเห็น) มองแบบนี้อาจจะดูไม่ชัดแต่เวลาที่เราถ่ายรูปมาแล้วซูมดูจะเห็นเป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประวัติความเป็นของศาสนาคริสต์ที่เขาต้องการบรรยายผ่านรูปภาพเป็นอีกหนึ่งศิลปะที่งดงามน่าชื่นชม

ออสเตรียบ้านเมืองเขาสะอาด ลักษณะตึกสูงใหญ่และมีถนนเล็กๆให้เดินได้ทุกซอกทุกมุม

เสร็จจากโบสถ์เราก็พากันเดินชมตึกไปตามซอกซอยสักพักก็มาจ๊เอ๋กับกราเบนและ
โคห์ลมาร์ท (Graben and Kohlmarkt) ถนนช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเวียนนามีสินค้าแบรนด์เนมหลากหลายให้เลือกชม แต่เพลานี้คนค่อนข้างบางตาเพราะยังเช้าอยู่ เท่าที่สังเกตส่วนมากทุกคนก็แค่เดินผ่านไปผ่านมา รวมถึงเราด้วย 555++

Plague Column, Vienna

ตึกรามบ้านช่องเขาสวยงามและดูเป็นระเบียบมากเลย พื้นก็สะอาด ขยะสักชิ้นยังหาไม่เจอ

ซอกนี้เราเห็นคนเดินเข้าออกกันเยอะที่สุดก็เลยอยากรู้ว่าเขาเดินไปไหนกันเราก็เลยเดินตามด้วย

ถนนเขาเป็นซอกซอยจริงๆนะ ถามว่ารถวิ่งผ่านได้มั๊ย ดูแล้วก็ได้นะแต่ส่วนมากมีแต่คนเดิน

เดินไปถ่ายรูปไป สวยๆแบบนี้ยิ่งเดินยิ่งเพลินพูดเลยไม่มีเหนื่อยอะ

และแล้วเราก็มาโผล่ที่ Imperial Treasury Vienna บางคนอาจจะเรียกว่า Vienna Hofburg หรือ Hofburg palace เลือกเอาตามที่ถนัดเลยค่ะ จะบอกว่ามันใหญ่มาก !

มีบริการรถม้าสำหรับเดินชมด้วยนะคะเพราะอาณาบริเวณกว้างขวางเหลือเกิน

ภาพล่างนี้ถ้าเห็นว่ามันโค้งๆเอียงๆก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ 555 เหตุเพราะใช้โหมดพาโนรามาถ่ายแต่ตัดให้ภาพมันเหลือเท่านี้ (อยากให้เห็นภาพเต็มของอาคารและวิวโดยรอบ)

มองให้เป็นศิลปะ

เดินผ่านทางเข้าชม Museum เข้ามาข้างใน Hofburg palace จะเจอลานกว้างและมีอนุสาวรีย์อยู่ตรงกลาง เหตุผลของคนมาที่นี่คือเข้าชม Museum แต่เราสองคนไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้เลยขอผ่าน ถ่ายรูปเสร็จก็เดินต่อ..

Austrian National Library อยู่ติดกับ Hofburg palace เลยค่ะ แม่เจ้า..เห็นแล้วตกใจห้องสมุดอะไรใหญ่ขนาดนี้ อลังการงานสร้างจริงๆ อาคารห้องสมุดใหญ่จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นมด ยืนงงๆอยู่ตรงกลางลานกว้างและหมุนตัวเพื่อถ่ายรูป 1 รอบแล้วเดินออกไป

ท้องฟ้าครึ้ม เมฆหนาเหลือเกิน..แต่ฝนไม่ตก

ถัดจากห้องสมุดอันใหญ่มโหฬาร เดินออกมาตรงถนนและข้ามฝั่งมาก็จะเป็น Museum of Natural History Vienna โดดเด่นสวยงามแถมยังถ่ายรูปได้ตอนฟ้าสวยด้วย

ซื้อตั๋วแบบ 24 ชม.แต่ยังใช้ไม่คุ้มขอขึ้น tram แป๊บ..คือแป๊บจริงๆนะแค่ 1 สถานีเองถ้าจำไม่ผิด นั่งจาก Museum of Natural History Vienna มาที่ Austrian Parliament Building แต่ช่วงที่เรามาเที่ยวนี้เขาปิดปรับปรุงเลยไม่ได้เข้าชมด้านในแต่มีเจ้าหน้าที่อธิบายให้ฟังว่าเขาปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น รวมถึงจะทำที่นั่งเพิ่มให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมฟังเวลามีการประชุมได้ ในขณะเดียวกันปะติมากรรมทุกอย่างที่ทรงคุณค่าก็จะยังอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด

มีความรู้สึกว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจุดในเวียนนาคืออยู่ใกล้กันหมดเลย แต่ยังไงซะเราก็จะใช้บริการขนส่งสาธารณะให้คุ้มที่สุด อิอิ นั่งรถไฟจากรัฐสภาไปอีก 2 สถานี (มั้ง) ก็ลงจากรถตามคนอื่นเขาไป (เห็นคนลงเยอะดี)

Rathaus หรือเรียกง่ายๆว่า Vienna City Hall  เหตุผลที่แถวนี้มีคนเยอะเพราะว่าช่วงนี้เขามีลานไอซ์สเก็ตให้เล่นจ้า

แต่ก่อนที่จะเล่นไอซ์สเก็ตนั้นเราขอเพิ่มพลังด้วยช๊อคโกแลตและขนมแป๊บนะคะ

ความโชคดีของเราคือยังทันได้เล่นเพราะงานนี้เขาจัดใกล้จะวันสุดท้ายแล้วเหลืออีกแค่ 1 วันเท่านั้น แต่สำหรับเรามันไม่ได้เรียกว่าตื่นเต้นเพราะกลัวมากกว่า เกิดมายังไม่เคยเล่น เล่นไม่เป็นเลย แล้วหัวจะคว่ำหกขมำลงพื้นมั๊ย (คิดไปเรื่อยเปื่อย) แต่อีกคนหนึ่งเขาชอบแหละเพราะเล่นเป็นอยู่แล้ว

จ่ายในราคาหลักพันส่วนวิวนั้นหลักล้าน 555++ ใส่รองเท้าแล้วเดินเกาะขอบรั้วแบบถูๆไถๆได้ 30 นาที สนุกดีนะแต่ก็ยังกลัวอยู่ดี ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ตื่นเต้นมาก ดีใจมากที่ได้ลองเล่น

จุดจบคือหิ้วรองเท้ามานั่งรอแฟนอยู่ขอบสนาม หุหุ ปล่อยให้เขาเล่นจนสมใจให้คุ้มกับค่าเงินที่จ่ายไป หลังจากนั้นเราก็นั่ง tram ย้อนกลับมาที่ Vienna State Opera

แต่..ประเด็นคือเราไม่ได้จะเข้าไปในตึก Vienna State Opera นะคะ (เราจะไปหาของกินอร่อยๆ)

ถนนตรงนี้ไม่มีทางข้าม ต้องเดินลงชั้นใต้ดินเพื่อทะลุทางออกอีกฝั่งนึงมันจะมาโผล่ข้างๆตึกแทนค่ะ

เพราะเรากำลังตามหาสิ่งนี้ สถานที่ที่ต้องห้ามพลาด (มาตามรีวิว) เดี๋ยวรู้กัน..

Café Sacher ทุกรีวิวที่ไปอ่านมาต่างก็บอกว่าคิวยาว ต้องยืนต่อแถวถึงจะได้กิน พอมาเห็นแล้ว เฮ้ย..มันตามนั้นจริงๆ แต่โชคดีว่าวันนี้แถวไม่ยาวเท่าไหร่ เพราะบางรีวิวถึงขั้นถอดใจเพราะคิวเยอะ

วันนี้ถือว่าเราโชคดีที่จะได้ลองของอร่อย (รึเปล่า) แต่ก่อนจะได้ลองมายืนต่อคิวซะดีๆ 555

ดูเมนูไปพลางๆก่อนนะคะ

ยืนต่อคิวด้านนอกว่าหนาวแล้ว ก็ดีใจที่จะได้เข้าด้านในแต่ที่ไหนได้ยังมีห้อง Waiting Room อีกแนะ (จินตนาการว่ากำลังจองตั๋วแอร์เอเชียตอนที่มีโปร 0 บาท) ไม่เป็นไรอดใจรออีกนิดนะคะเพื่อนๆ (ตัวเรานี่แหละ)

อ่ะโอเคสุดท้ายเราก็ได้โต๊ะ เก้าอี้และที่นั่งเรียบร้อยแล้ว (แอบเก็บบรรยากาศคนเต็มตลอดเลย)

ด้วยความที่คนเยอะทั้งต่อคิวรอข้างนอกและด้านในร้าน ด้วยความที่เราเป็นคนขี้เกรงใจ (หญิงไทยใจงาม) รีบนั่ง รีบสั่ง รีบกินแล้วเช็คบิลหนี (หยอกๆ)

หลังจากที่ออเดอร์ไปแล้ว รอไม่ถึง 5 นาทีเมนูที่เราเลือกก็ได้มาเสิร์ฟพร้อมทานอยู่ตรงหน้าแล้ว รวดเร็วทันใจมาก แต่ก่อนจะกินได้เราต้องถ่ายรูปให้อิ่มก่อน อิอิ

อยากจะโชว์ให้ดูทุกมุมเพราะนี่คือหน้าตาของ Original Sacher Chocolate Cake ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลไปทั่วโลก (ขนาดนั้นเชียว) ใช่ขนาดนี้แหละ เพราะถ้าพูดถึงเวียนนาแล้วหนึ่งในสถานที่ที่คนมักพูดถึงนั่นก็คือที่นี่

ส่วนเรื่องรสชาติจะดีขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดเพราะทุกคนไม่ได้มีความชอบที่เหมือนกันแบบเป๊ะๆ สำหรับเราคืออร่อยแบบมีแต่..

เราชอบเฉพาะส่วนที่เป็นช๊อคโกแลตด้านบนเพราะมีความรู้สึกว่าแปลก อร่อย เป็นสูตรเฉพาะของเขาจริงๆ ได้มีโอกาสชิมช๊อคโกแลตของประเทศอื่นมาก็เยอะเลยพอจะแยกออกว่าช๊อคโกแลตของที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น รสชาติหวานออกเปรี้ยวนิดๆอมแล้วละลายในปากอย่างไวคือติดใจอะ ในส่วนของเนื้อแป้งไม่ขอพูดถึงเพราะรู้สึกว่าธรรมดาไม่มีความพิเศษ

ดูเอาเถิดว่าอร่อยหรือไม่อร่อย..เกลี้ยงเลยจ้า

เมนูที่ทานก็จะมีเค้ก กาแฟและช๊อคโกแลตร้อน รายการอื่นๆก็ปกติ ถ้าได้มีโอกาสมาเที่ยวอีกครั้งสัญญาว่าจะมากินอีก ส่วนด้านล่างคือค่าเสียหาย ราคาถือว่ารับได้เพราะถูกกว่า new york cafe, budapest แถมยังอร่อยกว่าอีก อิอิ

เติมพลังเสร็จแล้วก็มีแรงเดินต่อ รอบนี้ถือว่าเป็นการนั่ง tram ที่ไกลที่สุดแล้วของวันนี้ ผ่านไปหลายสถานีแต่ก็ไม่ไกลนัก ระหว่างอยู่บน tram ก็เปิด Google Map ด้วยแล้วก็ถึงสถานีต่อไปที่เราจะปักหมุดนั่นคือ Belvedere Palace

Belvedere Palace หรือ พระราชวัง “เบลเวเดียร์” คือ อดีตพระราชวังฤดูร้อนสไตล์บาโรกของเจ้าชาย Prince Eugene of Savoy ประวัติเพิ่มเติมหาอ่านได้จากอากู๋นะคะ เอาภาพบน-ล่าง ให้ดูกันเพื่อที่จะได้เห็นวิวของทั้งสองฝั่งค่ะ กว้างใหญ่อลังการมาก ใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมงได้จากฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง

ใหญ่แค่ไหนก็กอดได้ (เพราะตากล้องมีความสามารถ) 555++

จะบอกว่าห้องน้ำที่นี่ดีมากเพราะราคาเท่ากันหมดทุกที่(ตามภาพ) และยังมีหลายอย่างมากที่ทำให้ชอบบ้านเมืองนี้แต่จะเอาไว้สรุปตอนท้ายทีเดียวเลยนะคะ

พอออกจากพระราชวังแล้วเราก็พากันนั่ง tram ต่อไปอีกจนเจอ Soviet War Memorial ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างทาง แต่เราเหลือบไปเห็นโบสถ์สูงใหญ่อยู่ข้างในเลยเดินไปดูปรากฏว่าเป็น Karlsplatz เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่เราไม่ได้เข้าไปข้างในเนื่องจากว่าวันนี้เข้ามา 2 โบสถ์แล้วและมีความรู้สึกว่าโบสถ์แต่ละที่มีความคล้ายๆกัน ถ่ายรูปด้านนอกเสร็จเราก็เดินกลับไปที่ Soviet War Memorial เหมือนเดิม

Soviet War Memorial ตั้งอยู่ติดถนนเลย สามารถมองเห็นได้ง่าย ดูรีวิวของคนอื่นมีน้ำพุสวยแต่ไฉนของเราไม่มี 555 เหมือนเดิมนะคะประวัติความเป็นมาเราไม่ถนัด เก่งแต่ถ่ายภาพและปักหมุดเพื่อให้รู้ว่าเคยมาแล้ว ^^

บรรยากาศสายรถไฟ ( tram) ดูยุ่งเหยิงแต่ก็ทำให้ทุกคนได้เดินทางรอบเมืองได้อย่างสะดวกแทบจะไม่ต้องใช้รถส่วนตัวเลยก็ว่าได้

นี่แหละ “The city of Music” ที่แท้จริงขนาดพื้นหญ้ายังทำเป็นรูปกุญแจซอลเลย

17.40 น.สำหรับวันนี้สมควรแก่เวลาของมื้อเย็นเพราะเราตะลอนกันมาเยอะแล้ว (ทั้งวัน) นั่ง tram มาหาของกินแบบบ้านๆที่ Vienna-Naschmarkt

เป็นตลาด Outdoor ที่ขายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ อาหารสดและที่สำคัญคือมีร้านอาหาร เราจะมาฝากท้องกันที่นี่ แต่ก่อนอื่นขอเดินสำรวจหนึ่งรอบ เท่าที่กวาดสายตาดูคือมีอาหารจากหลายทวีป อย่างเอเชียเองก็มีร้านอาหารไทย ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึง Seafood

แต่วิธีการเลือกร้านของเรามื้อนี้คือ ร้านไหนคนเยอะเราเข้าร้านนั้นแหละ อิอิ สแกนดูราคาหน้าร้านแล้วโอเคก็เลยเดินเข้ามา เราเลือกทานอาหารแบบเมนูง่ายๆเบอร์เกอร์เนื้อกับปลาทอดกรอบ รสชาติพอใช้ได้แต่เขาทอดปลาไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่เพราะแป้งมันหลุดออกจากปลาเร็วมาก ทำให้กินยากและไม่ฟิน 555++

แต่พอจะเดาได้อยู่ว่าทำไมคนถึงเยอะเพราะส่วนมากเขาเน้นมานั่งชิวล์กันมากกว่าเพราะร้านนี้มีคนเล่นแผ่นเสียงแบบสดๆ (ไม่กล้าถ่ายรูป) สมกับเป็นเมืองแห่งดนตรีที่แท้ทรู

คำเตือน : ระบบขนส่งสาธารณะที่นี่เขาไม่มีการตรวจบัตรเลย เขาเชื่อใจประชากรของเขามากและนักท่องเที่ยวก็เช่นกันไม่มีการตรวจ แต่จะมีการสุ่มตรวจเพราะฉะนั้นแนะนำว่าอย่าลักไก่ ทำให้ถูกต้องดีที่สุด ไม่งั้นคุณอาจจะไม่ได้เที่ยวต่อเพราะต้องจ่ายค่าปรับแทน แถมยังเสียชื่อเสียงประเทศของตัวเองอีก ( จริงมั๊ย ? )

เที่ยวทั้งวันจนค่ำมืดแล้วกลับไปพักเถอะ (บอกตัวเอง) สมควรแก่เวลาแล้วเพราะทริปเรายังอีกยาวไกล นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปที่เดิมตรงจุดเริ่มต้นเมื่อเช้าที่สถานี Wien Hauptbahnhof
ก่อนจบทริปขอเล่าถึงความประทับใจสักนิดนึงนะคะ
1.ระบบขนส่งสาธารณะดีมาก สะดวกและราคาไม่แพงถ้าเทียบกับประเทศอื่นในยุโรปด้วยกัน
2.ผู้คนอัธยาศัยดี หน้าตารับแขกและให้คำแนะนำดี
3. ค่าเข้าห้องน้ำราคาเท่ากันทุกที่คือ 0.50 ยูโร ( ราคาอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา )
4.เป็นประเทศที่น้ำเปล่ามีคุณภาพที่สุดในโลกเพราะเป็นน้ำมาจากเทือกเขาแอลป์(Alps) มีแร่ธาตุเยอะ (ตามภาพประกอบ)

สรุปค่าใช้จ่าย One day trip สำหรับเวียนนา ดังนี้ค่ะ
1. ค่ารถบัสจากฮังการี-ออสเตรีย ( 3.40 ชม.) 1,530 บาท
2.AZIMUT hotel 2 คืน 4,870 บาท
3.มื้อเย็นวันที่ 27.02.63 ราวๆ 900 บาท
4.ตั๋วรถแบบ 24 ชม.สำหรับเที่ยวเวียนนา 557 บาท
5.ค่าบัตรเล่นไอซ์สเก็ต 1,425 บาท
6.Cafe Sacher 880 บาท
7.ขนม+ช๊อคโกแลตก่อนเล่นไอซ์สเก็ต 500 บาท
8.Dinner 28.02.63 ราวๆ 1,054 บาท
รวมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 11,716 บาท เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 5,858 บาท สำหรับเราถือว่าคุ้มค่ะ

ค่าเสียหายสำหรับวันนี้

ส่วนวันพรุ่งนี้เราจะเดินทางต่อไป Salzburg แอบส่องค่าตั๋วรถไฟมาแล้วตามภาพด้านล่าง สำหรับวันนี้ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ บ๊าย บาย..

แนบท้ายทริป :
ทริปที่ 1 : ออสโล 19.02.63-20.02.63 >> คลิ๊กเลย
ทริปที่ 2 : เบอร์เกน 21.02.63-24.02.63 >> คลิ๊กเลย
ทริปที่ 3 : ฮังการี 25.02.63-27.02.63 >> คลิ๊กเลย

Recent Content

Rutwriter 2020