Oslo แบบ no plan เที่ยวประหยัด จำกัดงบ ฉบับ Google Map พาตะลอน


ถ้าคุณคิดว่าตัวเอง(ในมุมของตัวเอง) ไม่เก่งภาษาอังกฤษจึงไม่กล้าที่จะไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆอย่างยุโรป เป็นต้น ถ้าอ่านรีวิวนี้จบขอให้คุณเริ่มเปลี่ยนความคิดและมุมมองของคุณเองไปทีละนิดนะคะ ลองคิดเล่นๆดูค่ะว่าที่จริงแล้วชาวต่างชาติ(ฝรั่ง) เขาก็พูดภาษาไทยไม่ได้แต่ทำไมเขาถึงมาเที่ยวไทยได้ แล้วกลับมามองที่ตัวเราอีกที..ทีนี้บางคนอาจจะบอกว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ภาษาแต่มันอยู่ที่ “เงิน” อิอิ (โดนใจมั๊ยคะ) ถ้าใช่ได้โปรดอย่ารีรอเพราะเดี๋ยวคุณจะรู้ว่าทริปออสโลนี้เราสองคนใช้เงินไปกี่บาท ตามมาค่ะ >>>

รอบนี้เราสองคนเดินทางโดย Flixbus จากสวีเดนไปออสโล ช่วงวันที่ 19.02.63-21.02.63 รวมแล้ว 3 วัน 2 คืน แต่เอาเข้าจริงๆเราเที่ยวในออสโลแค่ 1 วันเต็ม เดี๋ยวจะอธิบายว่าเพราะอะไรและในตอนท้ายจะสรุปค่าใช้จ่ายให้ด้วยเผื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่แพลนจะมาเที่ยวออสโลนะคะ

คนที่เคยเที่ยวยุโรปน่าจะคุ้นชินกับแบรนด์ Flixbus เพราะจะเห็นได้ง่ายมากบนท้องถนน ด้วยความที่ Flixbus เป็นเครือข่ายรถบัสระหว่างเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ผสานกับมีการใช้เทคโนโลยีระบบออนไลน์เป็นหลัก เริ่มตั้งแต่การจอง การใช้ QR Code ในการสแกนก่อนขึ้นรถ รอบนี้เราใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงนิดๆ ด้วยค่ารถที่ราวๆ 470 บาท/คน

ด้วยความที่นอเวย์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อมากว่าแพง คือทุกอย่างแพงตั้งแต่ค่าครองชีพยันค่าเข้าห้องน้ำ เราจึงเลือกโรงแรมที่มีดาวไม่ต้องเยอะ รวมอาหารเช้าและใกล้กับสถานีรถไฟเพราะต้องเดินทางต่อโดยรถไฟ

19.02.63 เดินทางมาถึงออสโลช่วงค่ำๆ อย่างแรกที่ทำคือเปิด Google Map แล้วเดินตามเพื่อไปยัง Thon Hotel Astoria บรรยากาศภายในห้องก็ตามภาพเลยค่ะ ถ้าคุณยังไม่เคยมาเที่ยวโซนนี้ให้เผื่อใจไว้เลยว่าโรงแรมที่นี่ไม่ได้กว้างเหมือนโรงแรมทางเอเชียของเราเพราะทุกพื้นที่มีมูลค่า(แพง) โชคดีว่าเราเที่ยวช่วง Low Season ค่าห้องเลยถูกกว่าปกติ

ถึงแม้โรงแรมจะแค่ 3 ดาวแต่พูดได้เลยว่าอาหารเช้าเขาดีมาก มีหลากหลายเมนูให้เลือกเหมาะมากสำหรับคนที่เน้นกิน ^^

Day trip ของเราวันนี้เน้นเดินเป็นหลัก (ประหยัดดี) บวกกับอากาศที่น่าเดินในวันฝนปรอย 555 ต้องบอกก่อนว่าเรามาออสโลรอบนี้เป็นครั้งที่ 2 ก็เลยพอที่จะจำพิกัดได้บ้าง เนื่องจากครั้งแรกก็เป็นการมาเที่ยวแบบรีบๆ ความรู้สึกคือยังไม่เต็มอิ่ม วันนี้ก็เลยอยากจะมาเก็บเพิ่ม 20.02.63 เวลา 09.30 น. มาลุยด้วยกันกับ 9 จุดเช็คอิน !

จุดที่ 1 : The Norwegian National Opera&Ballet เป็นจุดแรกที่เราเลือกมาถ่ายรูปเพราะอยู่ใกล้โรงแรมที่สุด ประวัติของแต่ละสถานที่ขอไม่อธิบายนะคะเพราะถ้าต้องการทราบข้อมูลแค่พิมพ์หาใน Google ก็มีให้อ่านเยอะแยะ การเที่ยวของเราเน้นปักหมุด ถ่ายรูป เช็คอิน

วันนี้โชคไม่เข้าข้างเราเพราะฝนปรอยแบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคเพราะเราจะเดินฝ่าฝนแบบนี้ไปเรื่อยๆ อิอิ มุมไหนสวยก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ไปต่อกันเลยนะคะ

ถ้าท้องฟ้าแจ่มใสภาพคงออกมาสวยกว่านี้..

จุดที่ 2 : Akershus Fortress  จากจุดที่หนึ่งมายังจุดที่สองนี้ค่อนข้างไกลพอสมควร แต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่ร้อนทำให้เราเดินได้เรื่อยๆตาม Google Map ยืนอยู่บนนี้เราจะมองเห็นวิวและท่าเรือเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวย(ถ้าฟ้าเป็นใจ) รอบที่แล้วมาเดินหน้าหนาวช่วงกลางคืนมีหิมะเต็มเลย มารอบนี้ก็ได้บรรยากาศอีกแบบนึง

ช่วงนี้นักท่องเที่ยวไม่คอยเยอะเพราะเป็นช่วง Low Season บวกกับสภาพอากาศที่ไม่น่าเดิน

นกตัวอวบๆอ้วนๆก็ยังหนาวได้เพราะฝนปรอยแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เราใช้เวลากับจุดที่ 2 ไม่นาน เดินวน ถ่ายรูป เสร็จแล้วก็เดินลงมาจากเขาเพื่อไปต่อ

จุดที่ 3 : City Hall อยู่ติดกับจุดที่ 2 เลย เวลาเรายืนอยู่ด้านบนแล้วมองลงมาก็สามารถเห็น City Hall ได้ เอกลักษณ์ของที่นี่คือนาฬิกาเรือนใหญ่ที่บอกเวลาและทุกๆ 15 นาทีมันก็จะส่งสัญญาณเสียงดังลั่นขึ้นมาแบบได้ยินชัดมาก

จุดที่ 4 : The Royal Palace จากที่เราเคยไปชม Royal Palace โซนยุโรปมาหลายที่ มีความรู้สึกว่า Royal Palace ของที่นี่ไม่ใหญ่นักแต่มีพื้นที่กว้างมากบริเวณรอบๆ เหมือนเป็นเนินเขาลูกนึงเลยและเป็นแบบ Open เหมือนเป็นสวนสาธารณะไปในตัวให้คนได้มาเดินออกกำลังกายได้ด้วย ซึ่งถือว่าดีมาก

จุดที่ 5 : Vigeland Sculpture Park สวนประติมากรรมวิกเกอร์แลนด์ เป็นสวนประติมากรรมที่ใหญ่และกว้างมาก เป็นการแกะสลักรูปเหมือนจากหินแกรนิต และสำริดในหลากหลายอิริยาบถที่เสมือนจริงของมนุษย์โดย Gustav Vigeland ศิลปินชื่อดังชาวนอร์เวย์ ถ้ามองภาพแบบไกลๆไม่ออกแนะนำให้ซูมแบบใกล้ๆแล้วจะเห็นว่าทั้งหมดนั้นเป็นรูปคน

Angry Little boy เด็กน้อยเจ้าอารมณ์ กำลังยืนร้องไห้กระทืบเท้าอยู่ เป็นมุมที่ต้องห้ามพลาด ถ้ามาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับเด็กน้อยแสดงว่ายังมาไม่ถึงนะคะ น้องเปียกฝนจน..หนาวแย้วว 🙂

จากจุดที่ 1-5 บอกเลยว่าเราเดินแบบไม่มีหยุดพัก แล้วก็รู้สึกว่าร่างกายต้องการความอบอุ่นเลยแวะหาอะไรร้อนๆดื่มคลายหนาว เป็นร้านกาแฟสีขาว น่ารักๆที่อยู่ข้างสวนนี้เองค่ะ นั่งพักดูรูปแบบเพลินๆเกือบ 1 ชม.แล้วก็ออกเดินทางต่อ

จุดที่ 6 : Norsk Folkemuseum ( Norwegian Museum Of Cultural History )
ปล.นั่ง tram มาเนื่องจากค่อนข้างอยู่ไกล ถ้าเดินต้องใช้เวลาราวๆ 35 นาทีจากจุดที่ 5 เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่แนะนำให้มาเที่ยวกันนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าข้างในมีอะไรตามมาค่ะ
ปล. Application สำหรับซื้อตั๋วรถเมล์ออนไลน์ >> คลิ๊กเลย

ที่นี่จะเสียค่าบัตรเข้าชมด้วยนะคะ ราคาก็แพงเอาการเลยแหละ แต่ไหนๆก็มาแล้วเราก็ไม่อยากพลาดเลยต้องยอมจ่าย

เป้าหมายหลักของเราคือ The Stave Church ตามป้ายลูกศรชี้เลย แต่บังเอิญว่าระหว่างทางนั้นเขาได้จัดทำบ้านแบบโบราณคือสวยงาม อลังการมาก ยิ่งถ้าเห็นของจริงจะรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนหมู่บ้านเก่าๆหมู่บ้านหนึ่งเลย

เขาทำออกมาได้สวย สมจริงมาก

เราพากันเดินตามทางมาเรื่อยๆ กว่าจะถึงโบสถ์ก็ต้องเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆ เหนื่อยพอสมควรแล้วก็จะเจอป้ายประวัติของโบสถ์ แต่เราหาได้อ่านไม่ สนใจแต่จะถ่ายรูป 555

นี่ไง..มาถึงแล้ว โบสถ์ไม้สีดำทั้งหลังดูขลังและอลังการ ถ้าเป็นกลางคืนคงน่ากลัว

บริเวณด้านในของโบสถ์เป็นห้องโล่งและมีภาพวาดติดฝาผนังเกี่ยวกับศาสนาคริสต์

จากจุดที่เรายืนคอยรถเมล์มาถึงหน้าพิพิธภัณฑ์เรานั่งรถเมลล์สาย 30 ซึ่งจะวิ่งผ่านด้านหน้าเลย

แล้วขากลับเราก็แค่มายืนรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์และกลับเข้าไปในออสโลด้วยรถเมล์สาย 30 เหมือนเดิม

พอกลับเข้ามาในออสโลก็เลือกได้เลยว่าจะลงสถานีไหน ส่วนเราเลือกลงที่โรงละครแห่งชาติ

จุดที่ 7 : National Theater โรงละครแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางระหว่างพระบรมมหาราชวังและรัฐสภาแห่งนอร์เวย์ ตัวอาคารค่อนข้างโดดเด่นเพราะตึกดูเก่าแบบโบราณ แถวนี้ผู้คนจะพลุกพล่าน เดินผ่านไปผ่านมาเยอะเพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินด้วย

ก่อนจะไปถึงจุดที่ 8 ระหว่างทางเดินจากโรงละครไปก็จะเห็นลานไอซ์สเก็ตด้วย มีทั้งเด็กๆและผู้ใหญ่มาเล่นกัน

จุดที่ 8 : Parliament รัฐสภาแห่งนอร์เวย์ สวยงาม สง่า โดดเด่นเห็นแต่ไกล ต้องเดินมาใกล้ๆถึงจะรู้ว่าเป็นรัฐสภาเพราะป้ายบอกสถานที่เล็กมาก
เดินเพลินกันมาทั้งวันหันมามองเวลาอีกที นี่มัน 6 โมงเย็นแล้วเหรอ ? คือยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแต่เริ่มหิวเพราะเราเที่ยวจนข้ามมื้อเที่ยงไป หุหุ

จุดที่ 9 : Mathallen ( Food Hall ) จุดสุดท้ายของวันกับเวลาอันสมควรอยากจะชวนทุกคนมาลอง fish and chips ที่นี่ค่ะ (รอบ 2 ที่มากิน) ที่นี่จะเป็นลักษณะ Food Hall ด้านในมีทั้งร้านอาหาร อาหารสด อาหารแห้งและอื่นๆ ขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่มาก คนนิยมมานั่งทานกัน จากจุดที่ 8 เดินมาถึงที่นี่ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีได้ เราก็เดินกันมาเรื่อยๆตาม Google Map

รอบที่แล้ว fish and chips รอบนี้ก็ fish and chips เหมือนเดิม ชอบเพราะรู้สึกว่าปลาเขาสดแถมได้เฟรนฟรายเยอะมากกินจนจุกก็ไม่หมด ราคาอาหารก็ตามภาพเลย อิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินกลับเข้าที่พัก มาถึงโรงแรมก็ทุ่มครึ่งพอดี เป็นการตะลอนที่ใช้เวลาได้คุ้มมาก รวมแล้ว 10 ชั่วโมงเดินทัวร์ทั่วออสโล..

ค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้ ( 2 คน ) :
19.02.63 มื้อเย็น Shushi City Wok 218 NOK
20.02.63 ร้านกาแฟ KOPI ที่ Vigeland 150 NOK
มื้อเย็น fish and chips 390 NOK
ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 240 NOK
ค่ารถเมล์ 1 ชม. 60 NOK
ค่าโรงแรม 2 คืน 1,700 NOK
21.02.63 ไม่มีค่าใช้จ่าย
รวมเป็นเงิน 2,758 NOK ( ตีเป็นเงินไทยราวๆ 9,323 บาท ) เรทค่าเงิน ณ.ช่วงที่ไปเที่ยว 3.38 NOK / 1 THB เฉลี่ยออกมาต่อคนจะอยู่ที่คนละ 4,662 บาท ดูๆแล้วก็ไม่ต่างจากค่าเที่ยวในไทยเลยว่ามั๊ย แต่ประเด็นคือก่อนที่จะมาได้ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบินและวีซ่า อิอิ

สิ่งที่อยากจะแนะนำ :
1. ถ้าอยากประหยัดให้เดินเที่ยวหรือซื้อตั๋วรถเมล์แบบ 24 ชม.สำหรับคนที่ขี้เกียจเดิน
2. ค่าเข้าห้องน้ำแพง ถ้าอยากประหยัดแนะนำให้เข้าตามร้านกาแฟหรือร้านอาหารเวลาเราไปซื้อของเขา จัดการตัวเองเข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อยก่อนออกจากโรงแรม
3. ถ้าไม่ซีเรียสมากแนะนำให้มาเที่ยวช่วง Low Season เหมือนเราเพราะประหยัดงบดี

หากผู้อ่านมีคำถามหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคอมเม้นต์มาใต้รีวิวได้เลยนะคะ นอร์เวย์เป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่สวยงามผู้เขียนอยากให้เพื่อนๆทุกคนได้ไปสัมผัสด้วยกายและเห็นด้วยตาเหมือนเราสองคนค่ะ อย่าลืมตามรอยมานะคะ 🙂

รีวิวแรกของการมาเยือนออสโลปี 2018 >> คลิ๊กเลย
รีวิวต่อจากทริปนี้ ทริปเบอร์เกน ช่วงวันที่ 21-24.02.63 >> คลิ๊กเลย

Recent Content

Rutwriter 2020