U Khaoyai เคยไปยัง ?


เอ๊ะ..ชื่อกระทู้บอกว่า U Khaoyai แต่ทำไมเปิดมาแล้วเจอ ชนบทเขาใหญ่ ^^
งงกันแล้วซินะ ถูกแล้วค่ะนี่แหละรีวิวยู เขาใหญ่ แต่ระหว่างทางเราดันมาเจอชนบทก่อนเลยเลี้ยวรถตามคันข้างหน้า..สรุปคือเป็นสถานที่พักและร้านกาแฟ จุดเด่นของที่นี่คือถ้าใครผ่านเข้า-ออกเขาใหญ่ก็ต้องเจอเพราะอยู่ติดถนนซึ่งเป็นทางผ่านอยู่แล้ว ถามว่ารสชาติกาแฟเป็นไงบอกเลยว่างั้นๆ เหมาะสำหรับถ่ายรูป เช็คอิน นั่งพักผ่อน เวิ่นเว้อเสร็จแล้วก็ไปต่อค่ะปลายทางรอเราอยู่ ยู เขาใหญ่แบบง่ายๆด้วยระยะเวลาสั้นๆ 2 วัน 1 คืน

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นวันของใครหลายๆคนที่จะต้องมีแผนออกจากบ้านโดยเฉพาะขาเที่ยวอย่างเรา แต่ถ้าจะออกเดินทางวันเสาร์ก็เกรงว่าจะเจอเพื่อนร่วมทางเยอะบนท้องถนน ทริปนี้พวกเราเลยเลือกที่จะออกจากบ้านวันอาทิตย์และกลับเข้าบ้านวันจันทร์ 24-25.11.2562 สมาชิก 1 2 3 4 5 พร้อมแล้วลุยเลย..!

คงไม่ต้องอธิบายถึงเส้นทางเนาะเพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช้ GPS หรือ Google Map กันหมดแล้ว บางทีมันอาจจะพาไปทางลัด ทางหลง ทางตันบ้างก็ถือว่าเป็นสีสันแห่งการเดินทางอีกแบบนึง ทริปนี้เราออกเดินทางกัน 8 โมงเช้าจากกรุงเทพ ถึงชนบทเขาใหญ่ก็ราวๆ 10 โมง และจากชนบทเขาใหญ่ไปถึงโรงแรมยู เขาใหญ่ก็ใช้เวลาไม่นาน สรุปถึงโรงแรมบ่ายโมงพอดี หน้าตาโรงแรมก็ตามภาพเลย สวยงามสะดุดตาเป็นที่สุด

ยู เขาใหญ่ โรงแรมระดับ 4 ดาวที่ถูกออกแบบในแนวชนบทของฝรั่งเศส ซึ่งสวยงาม สงบและร่มรื่นมากพอผ่านป้ายโรงแรมเข้ามาด้านซ้ายมือก็จะเจอลานจอดรถ ขับวนวงเวียนมาอีกนิดนึงก็จะเจอมุมถ่ายรูป..อุ๊ปป เดี๋ยวก่อน(ใจเย็นๆ) เจอทางเดินเชื่อมเข้าไปในโรงแรม จะเดินตรงกลางเลยหรือเดินข้างๆก็ได้

ลานจอดรถกว้างขวางและเพียงพอสำหรับผู้ที่มาพัก ทั้งแบบมีหลังคาและร่มไม้เลือกได้ตามสบายเลยจ้า

เดินมาถึงประตูทางเข้าโรงแรมก็จะเจอครอบครัวพี่แกะมายืนต้อนรับ หลังจากนั้นก็เลี้ยวซ้ายไปที่เคาเตอร์เพื่อเช็คอิน

มุมโถงทางเข้าดูโล่งและสบายตาด้วยโทนสีอบอุ่นเหลืองๆครีมๆ

ตามมาค่ะเช็คอินกัน..เรามากัน 5 คน จองห้องพักล่วงหน้าเดือนกว่าๆแบบ Deluxe Family Connecting Rooms with High Tea Set ก็คือจะได้ห้องพัก 2 ห้องแบบ Deluxe Rooms พร้อมกับชุดน้ำชายามบ่ายสำหรับ 5 ท่าน ราคา 9,713 บาท(รวมแวท..ปาดเหงื่อแป๊บ) 555+++ ถ้าอยากได้ราคาดีแนะนำให้ซื้อแพคเกจจากงานท่องเที่ยวหรือมาช่วง Low Season แล้วจองห้องพักผ่านทาง traveloka agoda หรือ booking น่าจะได้ราคาที่ดีกว่า

จุดเด่นของที่นี่คือเช็คอินได้ไม่จำกัดเวลา เราสามารถเช็คอินเวลาใดก็ได้ตามต้องการและใช้ห้องพักได้ 24 ชม. เช่นถ้ามาเช็คอินบ่ายสองโมงวันนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถเช็คเอาท์บ่ายสองโมงได้ ไม่มีการไล่ แจ้งเตือนหรือปรับเพราะเกินเวลาเหมือนโรงแรมทั่วไป อันนี้โอเคมาก

ห้อง Deluxe Room ทั้งสองห้องที่ได้ก็หน้าตาสวยงามน่านอนประมาณนี้ คือตกใจเตียง King Size ของเขา แบบว่ากว้างมาก มากถึงขั้นว่ายื่นไปสุดแขนแล้วยังไม่เจอตัวคนนอนข้างๆเลย (เอ๊ะ..หรือว่าเราแขนสั้น) 555

สิ่งที่ลืมไม่ได้ต้องนี่เลยเรื่องหมอน เราสามารถเลือกได้ว่าต้องการหมอนแบบใหนไม่ว่าจะเป็นหมอนขนเป็ด หมอนไมโครไฟเบอร์นุ่มพิเศษ หมอนโพลีเอสเตอร์แข็งปานกลาง หรือหมอนบอลไฟเบอร์แข็ง สรุปนอนเสร็จแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเขาจัดหมอนอะไรให้เพราะไม่ได้เลือก รู้แต่ว่านุ่มมาก

มุมต่างๆของห้องนอนก็สวยงาม น่าถ่ายรูปไม่เบาเชียวนะค๊า ด้วยขนาดของห้องที่กว้าง จะมองมุมใหนก็ดูโล่ง โปร่ง สบายไม่อึดอัด

ห้องน้ำ..เปิดไฟถ่ายรูปปุ๊บได้สีนี้ออกมาเลย หุหุ แยกโซนเปียก โซนแห้งและมีประตูกั้นดีงาม

ห้องอาบน้ำมีครีมอาบน้ำและยาสระผม แต่…เดี๋ยวมาเล่าต่อตอนท้ายเพราะมันคือความฮา ขออุ๊ปส์ไว้ก่อน อ้อ..ลืมบอก จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือเราสามารถเลือกกลิ่นสบู่ล้างมือได้ จะมีกลิ่นมะลิ ตะไคร้ ไผ่ กล้วยไม้ แต่เอาเข้าจริงๆพอไปถึงห้องเขาก็มีจัดไว้ให้แล้ว แต่ในกรณีที่เราต้องการเปลี่ยนกลื่นก็สามารถแจ้งได้

ระเบียงห้องด้านนอกมีชุดโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่งผ่อนคลาย ชมวิว ทุกระเบียงห้องจะมองเห็นวิวภูเขาและต้นไม้เขียวขจีหมด แต่ละมุมก็จะสวยแตกต่างกันไป ส่วนวิวของห้องเราโชคดีมากที่ได้มุมโค้งของโรงแรมเวลาถ่ายรูป แถมยังมองเห็นสระว่ายน้ำอีกด้วย

ระเบียงลมเย็นสบาย อากาศดีจนทำให้คนเป็นบ้า 555

หัวเราะอะไรเบอร์น้านนนน…

มัวแต่ตื่นเต้นถ่ายรูปบนห้องนอนกัน แว๊ปดูนาฬิกา อ้าวว..บ่ายสอง ได้เวลาจิบชายามบ่ายแล้วซินะ

แพคเกจห้องพักที่ซื้อนอกจากจะเป็น Connecting Room แล้ว เรายังได้เซ็ทชาสำหรับ 5 ท่าน เนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่กลางขุนเขา อากาศตอนกลางวันเลยไม่ร้อนมาก แถมยังมีลมเย็นพัดผ่านมาตลอด เพราะฉะนั้นการจิบชายามบ่ายจึงได้ฟิวส์และฟินมาก..พูดเลย

จิบชาเสร็จแล้ว..ภารกิจต่อไปยิ่งใหญ่มาก คือการเดินสำรวจให้ทั่วโรงแรมเพื่อ..ถ่ายรูป อิอิ

วิวสระน้ำยามบ่าย (กลางวันแสกๆ) แดดร่มลมตกน่ากระโดดน้ำเป็นที่สุด แต่..เดี๋ยวก่อนเรายังต้องถ่ายรูปให้คุ้มก่อน ^_*

จะมุมใหนก็สวย ขนาดถ่ายรูปขึ้นท้องฟ้าก็ยังสวย บ้าไปแล้ว 555

หรือต้องการแบบเขียวๆใต้ต้นไม้ใหญ่ก็มี ฉากหลังได้หมด สวยทุกที่ขอแค่มีนางแบบสวยๆมายืนตรงกลาง

โรงแรมไม่สูง มีทั้งหมด 63 ห้อง ไม่วุ่นวายดี แล้วส่วนมากคนที่มาคือต้องการพักผ่อนจริงๆ กลางคืนมานี่เงียบมากนึกว่าไม่มีคนเข้าพัก

เปลสำหรับนั่งเล่น หรือจะนอนเล่นก็ได้เพราะใหญ่มาก มีไว้ตามจุดต่างๆหลายจุดเหมือนกัน

ห้องน้ำบริเวณโถงชั้น 1 ใกล้กับ Lobby ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่สวยงาม

ชอบตรงที่เขาใช้ผ้าเช็ดมือแทนกระดาษทิชชู่และมีตะกร้าแยกไว้ชัดเจนสำหรับผ้าเช็ดมือที่ใช้แล้ว ลดการใช้กระดาษช่วยลดโลกร้อนได้ดี๊ดี 🙂

เดินสำรวจจนรอบโรงแรมแล้ว ร่างกายได้สูบฉีดบรรยากาศไปบ้างแล้วและพร้อมมากที่จะลงสระต่อ..ขอเวลาไปผ่อนคลายแป๊บนะคะ

ลงสระประมาณ 17.00 น. น้ำเย็นมากกกก..เล่นน้ำได้ไม่ถึง 30 นาที สะบัดตูดหนีทันทีค่ะไม่ไหวจริงๆ ถ้าไปเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม มกราคม นี่ควรจะลงสระตอนเที่ยงนะ 555

เราแพลนกันแล้วว่าพอมาถึงโรงแรมแล้วจะไม่ออกไปใหนเพราะอยากพักผ่อน (ถ่ายรูปมากกว่ามั๊ย) มื้อเย็นของที่นี่มีบุบเฟ่ต์น่าทานอยู่ แต่ด้วยความที่สมาชิกของเราทานน้อยและรู้ว่าไม่คุ้ม เราก็เลยสั่งอาหารมาทานที่ห้องแล้วก็เล่นเกมส์ Splendor นาทีนี้ใครไม่รู้จักถือว่าเชยเพราะเขานิยมกันทั่วโลก (พูดจริง)

Good night ค่ำคืนนี้ด้วยการเล่นเกมส์ ส่วนพรุ่งนี้เรามีกิจกรรมอะไรต่อรอลุ้นกันค่ะ !

สดชื่นยามเช้าด้วยภาพจักรยาน..ที่นี่เขามีห้องฟิตเนส สปา แต่เราสายลุยต้องปั่นๆๆ

07.00 น. อากาศกำลังดีเลย เย็นๆไม่ถึงกับหนาว พระอาทิตย์มาๆหายๆ ปั่นออกไปหน้าประตูทางเข้าแล้วเลี้ยวซ้าย ปั่นไปปั่นมาอยู่แถวนั้น เพราะถ้าไปไกลเกินก็เกรงว่าจะเป็นพื้นที่ของคนอื่น

ปั่นได้ 10 นาที หยุดถ่ายรูป 30 นาที 555 ถือเป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิง..ก็ว่ากันไป

เสร็จจากปั่นจักรยานก็กลับไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Papillon (ปาปิญอง) เราลงมากันประมาณ 8.30 น. พอถึงห้องอาหารคือตกใจมาก คนเต็มเลย แอบคิดในใจ..ทุกคนนี่วันจันทร์นะไม่ใช่วันหยุด แต่ทำไมคนเยอะจัง !

สารภาพเลยว่าไม่ทันได้ถ่ายเมนูอาหารเพราะคนเยอะจริงอะไรจริง เกรงใจคนอื่นเค้าก็เลยไม่เก็บภาพ เอาเป็นว่าเมนูอาหารก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือแตกต่างจากโรงแรมอื่นสักเท่าไหร่ แต่ไส้กรอกไก่และหมูอร่อยดี

ทานมื้อเช้าเสร็จก็ยังสามารถขึ้นไปงีบต่อได้อีกเพราะเราเช็คอินกันตอนบ่ายโมง จะเดินถ่ายรูปอีกก็ไม่ไหวเพราะเมื่อวานก็เดินวนจนรอบแล้ว เลยพากันเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์แล้วไปบ่อน้ำผุดต่อ เพราะดูจากแผนที่แล้วอยู่ใกล้มาก ห่างจากโรงแรมราวๆ 5 กม.เอง อยู่ตรงปากทางขากลับพอดี

11.30 น. คนไม่เยอะเท่าไหร่เพราะเป็นวันจันทร์ มีคนลงเล่นน้ำ 4-5 คน แต่น้ำก็ยังใสมาก ใสแจ๋วเย็นเจี๊ยบเลย ใสจนมองเห็นทราย ดิน โคลนใต้น้ำกันเลยทีเดียว เราแวะที่นี่กัน 30 นาทีแล้วก็ขับรถกลับปลายทาง กทม.

ระหว่างทางขากลับผ่านฟาร์มโชคชัย ไม่แวะเพราะเคยไปแล้ว ถัดไปอีกนิดไร่สุวรรณ ไม่แวะไม่ได้แล้วเพราะน้ำนมข้าวโพดอร่อยและขึ้นชื่อมาก ผ่านทีไรไม่มีพลาด ของเขาดีจริงๆ จัดไป 1 ลัง(กล่องโฟมพร้อมน้ำแข็ง) 15 ขวด 330 บาท อร่อยคุ้มราคา

จบจากไร่สุวรรณเราก็ยิงยาวกลับ กทม. แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่ลืมนะที่บอกว่าจะเล่าเรื่องตลกให้ฟัง อิอิ มีหลายเรื่องเอาเรื่องใหนก่อนดี..
เริ่มจากเรื่องตลกในห้องดีกว่า ปกติไปพักโรงแรมโดยส่วนใหญ่เขาจะมีโลชั่นด้วยถูกมั๊ย ด้วยความที่เราคิดว่าที่นี่ก็คงมีเพราะโรงแรมระดับนี้แล้ว จ่ายแพงด้วย ปรากฏว่าตอนเก็บของใช้ส่วนตัวดึงโลชั่นออกจ้า ไม่พกมาด้วยเพราะกะว่าจะมาใช้โลชั่นที่โรงแรม คงหอมน่าดู สรุปคือที่โรงแรมไม่มีโลชั่นให้คร่าาา อิช้อยก็ผิวแตกแห้งไม่มีโลชั่นทา แฟนก็ทักมาว่าเราไปถามเขามั๊ย ดึงสติตัวเองแป๊บ คิดในใจ..ไม่นะฉันยังไม่ใช่วัยทองต้องไม่โวยวาย ถ้าไม่มีมาวางให้ในห้องน้ำก็แสดงว่าไม่มี หนักกว่านั้นคือทุกคนไม่มีใครเอามาเพราะคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย 555+++
ยัง..เรื่องตลกยังไม่จบแค่นี้ เพราะอีก 3 คนไม่ได้พกแปรงฟันมาจ้า เพราะคิดว่าที่นี่จะมีให้เหมือนที่อื่น สุดท้ายแห้วค่ะ ต้องเอามือแปะยาแล้วก็สีฟัน…โถ๋ๆๆๆ ชีวิตคิดเมื่อไหร่ก็ขำเมื่อนั้น เอิ๊กๆ คำคมส่งท้าย : อย่าหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า ( คำคมนี้เก็บไว้เตือนสติครั้งต่อไปนะจ๊ะตัวเอง..อิอิ )

คำแนะนำส่งท้าย วิวดีอยู่แล้วแต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ต้องมีตากล้องดีๆติดไม้ติดมือมาด้วย ชุดเดรสสวยๆสีแจ่มๆต้องห้ามพลาด ขาดไม่ได้เลยขอบอก อยากจะเป็นเจ้าหญิง คุณหนูหรือคุณนายได้หมดเพราะฉากพร้อม..อิอิ อย่าลืมตามรอยกันมานะคะ และที่สำคัญอย่าลืมพกแปรงฟันและโลชั่นมาด้วยนะเธ๊อ 555+++

Recent Content